สุดทึ่ง! เศรษฐีออสเตรียพบสัจธรรมเบื่อชีวิตร่ำรวย “ยิ่งมียิ่งทุกข์” ขายทุกอย่างหันไปอยู่ในกระท่อมเล็ก

“เดลี่ เมล์” รายงานเมื่อวันที่ 11 ก.พ.ตีแผ่ชีวิตของนาย”คาร์ล ราเบเดอร์”มหาเศรษฐีออสเตรีย ซึ่งได้ค้นพบสัจธรรมเบื่อชีวิตที่ร่ำรวย เพราะเห็นว่าคนเรายิ่งรวยก็ยิ่งไม่มีความสุข และได้หันมาขายทุกอย่างในชีวิต และเตรียมใช้ชีวิตอย่างสมถะในกระท่อมเล็ก ๆ โดยรายงานระบุว่า นายราเบเดอร์ ขณะนี้ได้เตรียมขายคฤหาสน์หรู 3,455 ตร.ฟุต ติดทะเลสาบ,ห้องซาวน่า และมุมวิวเหนือภูเขาแอลป์ เป็นมูลค่า 1.4 ล้านปอนด์ โดยก่อนหน้านี้ เขาได้เริ่มขายบ้านไร่ ครอบคลุมพื้นที่ 17 เฮคเตอร์ ด้วยมูลค่า 613,000 ปอนด์ และที่ได้ขายไปแล้วก็คือ เครื่องร่อนจำนวน 6 ลำ มูลค่า 350,000 ปอนด์ รถยนต์หรูออดี้ มูลค่า 44,000 ปอนด์

นอกจากนี้ เขายังได้ขายธุรกิจขายเครื่องอุปกรณ์และเครื่องตกแต่งภายใน ที่สรางความร่ำรวยให้แก่เขาด้วย ขณะที่รายได้ทั้งหมดของเขาจะยกให้มูลนิธีที่เขาตั้งขึ้นในลาตินอเมริกาและ อเมริกากลาง โดยเขาจะหันไปอาศัยยังกระท่อมไม้เล็ก ๆ แถบภูเขา หรือเตียงนอนธรรมดา ในเมืองอินน์บรัค

Karl Rabeder
Austrian millionaire Karl Rabeder is giving away his fortune

เศรษฐีออสเตรียรายนี้เปิดเผยว่า ความคิดของเขาตอนนี้ก็คือไม่ต้องทิ้งอะไรเหลือไว้เลยในชีวิต และเงินจะเป็นสิ่งที่ขัดขวางไม่ให้ความสุขเข้ามาในชีวิต และที่ผ่านมา เขารู้สึกว่า ตัวเองกำลังเป็นทาสแห่งการแสวงหาทางวัตถุที่เขาไม่ได้ต้องการหรือจำเป็นต้องมี

นายราเบเดอร์บอกว่า จุดพลิกผันที่ทำให้เขาค้นพบสัจธรรมดังกล่าวเกิดขึ้นขณะที่เขาพักผ่อนลองวีค 3 สัปดาห์กับภรรยาที่เกาะฮาวาย เขารู้สึกว่าเขาไม่สามารถพบกับความสุขกับชีวิตระดับห้าดาว และแม้ว่าเขาและภรรยาจะใช้เงินไปเท่าไหร่ แต่กลับพบว่าทุกคนนั้นไร้ตัวตน ทั้งเจ้าหน้าที่โรงแรม หรือแขก ต่างเล่นบทบาทของตัวเองบนโลกแห่งวัตถุทั้งสิ้น และเมื่อเดินทางไปเที่ยวแอฟริกา เขาก็รู้ว่าว่า ความร่ำรวยของคนเรานั้นยืนอยู่บนความยากจนของคนอื่น และนั่นทำให้เขาตระหนักขึ้นมาทันว่า “ถ้าเขาคิดจะไม่ทำอะไรเสียตั้งแต่ตอนนี้ เขาก็จะสบายไม่ต้องทำอะไรอีกในชีวิตที่เหลือ”

ที่มา:

มติชน

ชายไม่มีสมอง กับ เกียรตินิยมอันดับ1

Lorber's picture


Professor John Lorber แห่งมหาวิทยาลัย Sheffield ประเทศอังกฤษ
เป็นผู้เชี่ยวชาญ ด้านกะโหลกศีรษะมนุษย์ (paediatrics)

เขาได้เก็บข้อมูลและค้นคว้า เรื่องเกี่ยวกับสมองของคน

วันหนึ่งเขาได้เจอ นักศึกษาชายคนหนึ่ง ในสายตาคนอื่นเขาดูเป็นปรกติ แต่
โปรเฟสเซ่อร์ มองปราดเดียวก็ รู้ว่ามีบางอย่างผิดปรกติ กับ กะโหลกศีรษะของนักเรียนคนนี้
เขาได้เข้าไปพูดคุยและพบว่า
นักศึกษาคนนี้เป็นนักเรียนที่เรียนเก่งมาก
เขาได้เกียรตินิยมอันดับ 1 สาขาคณิตศาสตร์
เขาขอให้นักศึกษามาเป็นตัวอย่างในงานวิจัย

เขานำเด็กคนนี้ไปทำ ซีทีสแกน สมอง และพบว่า

นักศึกษาคนนี้ไม่มี “สมอง!!!!

“ในกะโหลกศีรษะของเขามีแค่เนื้อเยื่อเส้นบางๆขนา ด1 มม!! แล้วที่เหลือ เป็นของเหลว!!!
เป็นเรื่องที่ วิทยาศาสตร์อึ้ง เป็นไปได้ยังไง?
คนไม่มีสมองจะคิดได้ ?
คิดได้เก่งจนเรียนได้เกียรตินิยมอันดับ 1?
และมีไอคิวถึง 126

วิทยาศาสตร์ยอมรับไม่ได้!!
http://scienceblogs.com/neurophilosophy/upload/2007/07/ra41982333.jpg

ในเบื้องต้น งานวิจัยเรื่องนี้ถูกเก็บไว้ (เหมือนงานวิจัยอีกหลายตัว)
เพราะมันเป็นการท้าทายวิทยาศาสตร์มาก
แต่สุดท้าย professor John Lorber ได้ตัดสินใจลงตีพิมพ์ใน the Gaurdian
วิทยาศาสตร์ไม่กล้าที่จะยอมรับว่า ความคิดของคนเราไม่ได้ใช้สมองสั่ง!!

แต่พุทธศาสนาได้บอกไว้ตั้งแต่เมื่อ 2500 กว่าปีว่า
จิตใจ หรือ ความคิด หรือปัญญา นั้นคือจิต (mind) ไม่ใช่สมอง (brain)
พุทธศาสนาบอกว่า กายหรือขันธ์5 ไม่สำคัญเท่ากับ “จิต (mind) “

เวลาเรามี ความสุขมากๆ ปลื้มใจสุดๆ เรารู้สึกมันได้
หรือเวลาเราเสียใจ ร้องไห้อย่างขมขื่น
เรารู้สึกได้ว่ามันทุกข์จริงๆ
แต่ไม่มีนักวิทยาศาสตร์คนไหน
ทำเครื่องมือที่จะวัดว่าความสุขหรือทุกข์ของเรามันมีค่าเท่าใด?
วิทยาศาตร์วัดไม่ได้
หลายคนที่อยู่ในโคม่า สมองตาย แต่จริงๆแล้วเขายังรับรู้ได้

ในทางพระพุทธศาสนา “ความตาย ของร่างกาย ไม่ใช่จุดจบของชีวิต
เพราะจิต (mind) ยังจะคงอยู่ต่อไปเรื่อยๆ
และด้วยจิตตัวนี้ที่คิดดี หรือ คิดชั่ว
จะพาเราไปเกิดในที่ดีและที่ไม่ดี
ท่านจึงบอกว่าให้เรารักษา จิต mind ของเราให้ดีเสมอ….

จิตฺเต สํ กลิเส ทุคติ ปาติกังขา จิตเศร้าหมองทุคติเป็นที่หมาย
จิตฺเต อสํ ลิเส สุคติ ปติกํ ขา จิตไม่เศร้าหมองสุคติเป็นที่หมาย


เรื่องดีๆ จาก http://www.bswa.org
ตอน Buddhism and Science

ข้อมูลเพิ่มเติม:
Is the Brain Really Necessary?
http://www.flatrock.org.nz/topics/science/is_the_brain_really_necessary.htm

[No+Brainer.jpg]

” PROFESSOR, WOULD YOU LIKE TO SCAN MY BRAIN ?
Mr. Simpson. ^_^

นิตยสารไทม์ตีพิมพ์ “คนที่มีความสุขที่สุดในโลก”

ในหนังสือ time magazine ได้กล่าวว่า

อเมริกาได้มีงานวิจัย พบว่า คนที่มีความสุขมากที่สุดในโลก

ก็คือพระในทางพุทธศาสนา โดยทดสอบด้วยการสแกนสมองของพระที่ ทำสมาธิ


หลักความเชื่อของศาสนาพุทธ ก็คือ เหตุที่ทำให้เกิดความสุข นั้นก็คือ อยู่กับปัจจุบันขณะ
ปล่อยวางได้ในสิ่งที่เกิดขึ้นแล้ว ควบคุมความอยากที่ไม่มีสิ้นสุด ไม่ใช้ความรุนแรง ไม่ทะเลาะ
และใช้หลัก เวรย่อมระงับด้วยการไม่จองเวร ให้อภัย ตัวเอง และผู้อื่น มีจิตใจเมตตากรุณา และเสียสละเพื่อผู้อื่น

อริยะสัจ 4 สิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงค้นพบและ บอกไว้ ว่าด้วย ทุกข์ สมุทัย มรรค นิโรธ
แท้จริงแล้วก็คือ ทางเดินไปหาคำว่า ” ความสุข “
เพราะถ้าเมื่อไรเรากำจัด ” ความทุกข์ ” ได้แล้ว ความสุขก็จะเกิดขึ้นทันที

อุปสรรคของความสุข ก็คือ แรงปรารถนา และตัณหา
พระอาจารย์ชา  สุภทฺโท แห่งวัดหนองป่าพง กล่าวว่า

คนเราจะมีความสุขมันไม่มีขึ้นอยู่กับว่า ” มีเท่าไร “
แต่ขึ้นอยู่ที่ว่าเรา ” พอเมื่อไร “

ความสุขไม่ได้ขึ้นกับจำนวนสิ่งของที่เรามีหรือเราได้…

ท่านสังเกตเอาจากชาวนาที่ จ.อุบลราชฑธานี
ถ้าบ้านไหนมีควายไว้ช่วยทำนา 1 ตัว บ้านนั้นจะมีความสุข
แต่เมื่อไร ที่ชาวนาคนไหนอยากจะได้ ควาย ตัวที่ 2 ปั๊ป
ชาวนาคนนั้นจะไม่มีความสุขเลย
เพราะต้องเริ่มคิดว่าจะทำไงดี ถึงจะได้ควายอีกสักตัว

เราก็เหมือนกัน เมื่อไรที่เรา อยากได้รถคันใหม่ อยากได้บ้านใหม่ อยากไปเที่ยว
อยากจะมัดใจไอ้หมอนั้น ให้ได้ ฯลฯ
เราจะเริ่มเป็นทุกข์ เพราะเราต้อง คิดหาทางที่จะเอามันมาให้ได้ มาเป็นของเรา..

ดังนั้นวิธีจะมีความสุข
อันดับแรก ต้อง ” หยุดให้เป็น และพอใจให้ได้
ถ้า เราไม่หยุดความอยาก(ที่มากเกินไป) ของเราแล้วละก็
เราก็จะต้องวิ่งไล่ตาม หลายสิ่งที่เรา ” อยากได้ “
แล้วนั่นมัน เหนื่อย!!!และความทุกข์ ก็จะตามมา…

ข้อต่อมาที่ทำให้เราเป็นสุข คือ การมองทุกอย่างใน แง่บวก
เมื่อเสร็จงานแล้วกลับถึงบ้าน คนที่บ้านถามว่า วันนี้เป็นไงบ้าง ?
ส่วนใหญ่เราจะตอบว่า ” โดนบอสด่ามา วุ่นวาย ลูกค้า งี่เง่า ฯลฯ “
ทำไมเราถึงชอบคิดถึงแต่เรืองไม่ดี

ในชีวิตแต่ละวัน แน่นอน เราต้องเจอทั้งเรื่องดี และไม่ดี
แต่ถ้าเราอยากจะมีความสุข
เราต้องเริ่มด้วยการมองแต่สิ่งดีๆ มองให้เป็นบวก เพื่อที่ใจเราจะได้เป็นบวก
คิดถึงสิ่งที่เราทำสำเร็จแล้วในวันนี้ สิ่งดีๆที่เราได้ทำ….

ข้อต่อมาคือ การให้
หมายรวมถึงการให้ในรูปแบบสิ่งของหรือ เงิน เรียกว่าบริจาค
และการให้ ความเมตตา กรุณาต่อกัน ให้อภัย ทั้งตัวเอง และคนอื่น
สิ่งเหล่านี้ล้วนแล้วแต่ เป็นปัจจัย ทำให้เรามีความสุข….

การปล่อยวาง ให้ได้ในทุกสิ่งที่เกิดขึ้นแล้ว และที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคต
ไม่ว่าเรื่องจะร้ายแรงและเศร้าโศกเพียงใด จำไว้ว่า มันจะโดน เวลา พัดพามันไปจากเราไม่ช้าก็เร็ว เราจะผ่านพ้นไปได้….

และยอมรับในความเป็นจริงของชีวิตไม่ ว่า จะเป็นเรื่องที่เราไม่ชอบเพียงใด
ไม่ว่า ผิดหวัง สูญเสีย เจ็บป่วยล้วนแล้วแต่ เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเรา
เราทุกคนต้องได้ผ่าน บททดสอบนี้ทั้งสิ้น ไม่ว่าเราจะเป็นใคร…


ขอให้เรารักษาใจเราให้เป็นสุข อยู่เสมอ
เพราะความสุข มันอยู่ใกล้แค่นี้เอง แค่ที่ ใจของเรา นี่เองแหละ…

http://www.chopra.com/files/images/kid_meditatingXSmall.jpg http://1.bp.blogspot.com/_JbH_VlKq-9A/R4IL0HaE2rI/AAAAAAAAAko/gV6541YNgFI/s200/meditatingMonkey-1b2b2.gif

ที่มา: ทำดีดอทคอม

Follow

Get every new post delivered to your Inbox.