กรรมหลักๆที่ทำให้ ‘ร่ำรวยมาก’ – ดังตฤณ

http://www.thedigeratilife.com/images/teach-children-money-lessons-2.jpg

“คัดมาเพียงบางส่วนครับ”

กรรมหลักๆที่ทำให้ ‘ร่ำรวยมาก’ ได้แก่

๑) ความมีนิสัยใจคอเผื่อแผ่ คือเอาแต่คิดให้ ผูกใจอยู่กับการให้ เคยชินกับการเป็นผู้ให้ ขนาดไม่มีให้ก็ขวนขวายกระวนกระวายอยากหามาช่วยเหลือคนกำลังตกทุกข์ได้ยาก ตลอดชีวิตมีแต่ใจอยากเจือจาน กลัวแต่ว่าคนอื่นจะมีไม่พอ กระทั่งลืมๆว่าตัวเองจะมีพอไหม ผลแห่งการใจดีเกินธรรมดา คือการเป็นผู้มีทรัพย์มากเกินกว่าชาวโลกทั่วไปเขา

๒) การละอายต่อบาปอย่างยิ่งยวด คือ ขนาดยอมอดตายดีกว่าคิดคดโกง ผู้ไม่คิดเพ่งเล็งเอาทรัพย์ผู้อื่นโดยมิชอบ ย่อมรับผลเป็นความสวัสดีแห่งทรัพย์ แม้ความตระหนี่ในอดีตอาจก่อให้เกิดทรัพย์เพียงน้อย ทว่าทรัพย์นั้นก็จะอยู่ทน ไม่วิบัติไปด้วยภัยธรรมชาติหรือภัยจากมือโจร

นอก จากนี้ ยังมีกรรมปลีกย่อยที่ทำให้ร่ำรวยได้อีกมากมายนับไม่ถ้วน ยกตัวอย่างพอให้เห็นภาพชัดๆ เช่น ชี้ช่องคนอื่นรู้จักทำมาหากิน ช่วยให้เขาเป็นผู้ฉลาดในธุรกิจ กับทั้งมีใจใหญ่คิดเผื่อแผ่กลยุทธ์ให้กับคนทั้งประเทศ หรือทั้งโลก หากการเผื่อแผ่ของเขาเป็นไปโดยบริสุทธิ์และปรารถนาให้คนทั้งแผ่นดินอยู่ดี กินดี มีชีวิตที่เป็นสุขขึ้น บุญที่ทำนี้ก็มีสิทธิ์นำให้ไปเกิดในถิ่นฐานอุดมสมบูรณ์ หรืออย่างน้อยแม้เกิดในถิ่นฐานแห้งแล้งด้วยบาปบางประการ เขาก็จะมีกินมีใช้เหนือกว่าคนที่อยู่แวดล้อมทั้งหมดตั้งแต่เกิด กับทั้งฉลาดในการหา ฉลาดในการเก็บ และฉลาดในการใช้เป็นอย่างยิ่ง

เมื่อ แยกให้เห็นเป็นเรื่องๆเช่นนี้ คุณคงพอมองออกว่าในชีวิตเดียว คนเราอาจสร้างทั้งเหตุที่ทำให้ยากจน และเหตุที่ทำให้ร่ำรวยได้ ไม่ใช่ว่าทำทานมากแล้วเป็นประกันว่าเกิดใหม่จะได้สบายตั้งแต่ต้น ต้องดูด้วยว่าทุ่มเททำแค่ไหน ตลอดไปหรือเปล่า และเคยก่อบาปไว้ถ่วงความเจริญเพียงใดด้วย

เพื่อให้เห็นชัดเจน ขอแยกแยะ ‘บุญที่ทำให้รวย’ เป็นข้อๆดังนี้

บุญเก่าที่ส่งไปเข้าท้องคนรวย

๑) เคยงดเว้นบาปชนิดที่ให้ผลเป็นความอัตคัดขณะเกิด เช่นชาติใกล้ไม่เผาบ้านไล่ที่ใคร ทั้งที่มีสิทธิ์ทำด้วยอำนาจบาตรใหญ่

๒) เคยผูกพันกับพ่อแม่ที่กำลังอยู่ในฐานะร่ำรวย เช่นชาติใกล้ให้การอุปถัมภ์และมีความเอ็นดูกันมา แต่ก็อาจเคยเป็นศัตรูกันมาก็ได้ โดยเฉพาะถ้าเคยสาปแช่งอาฆาตว่าจะจองเวรกันอย่างเหนียวแน่น พอมาเกิดเป็นลูก ก็เป็นลูกทรพี เหี้ยมเกรียมขนาดจ้างฆ่าพ่อแม่เพื่อแย่งสมบัติได้

๓) มีบุญพอจะเสวยสุขล้นหลามตั้งแต่แรกเกิด เช่นเป็นผู้ให้ก่อนโดยผู้รับไม่จำเป็นต้องเคยมีบุญคุณกับตน เป็นผู้คิดอุปถัมภ์สมณะซึ่งไม่อยู่ในฐานะเลี้ยงดูตนเองได้ ผลที่ได้ตอบแทนจากธรรมชาติ จึงเป็นการมีผู้เลี้ยงดูอย่างดี เมื่ออยู่ในฐานะที่ไม่อาจเลี้ยงดูตนเองได้เช่นกัน


http://aupairinamerica.files.wordpress.com/2009/04/happy_baby_on_piggy_bank_with_money1.jpg?w=130&h=192

บุญเก่าที่ทำให้ได้รับมรดกมาก

๑) เคยเป็นผู้ยกผลประโยชน์ใหญ่ของตนให้คนอื่นด้วยน้ำใจการุณย์ ไม่ใช่เพราะถูกบีบบังคับ

๒) เคยเป็นผู้เคยมอบสมบัติให้แก่ผู้สมควรได้รับ หรือมอบวัตถุอย่างใหญ่ มอบที่ดินให้เป็นประโยชน์แด่สงฆ์ ขอให้คำนึงว่าสงฆ์เป็นนาบุญอันยิ่ง เมื่อมอบให้สงฆ์จึงสมควรแก่การรับมรดกใหญ่ในอนาคตเช่นกัน

บุญเก่าที่ทำให้ได้ลาภก้อนใหญ่

๑) เคยเป็นผู้ให้ลาภลอยแก่คนอื่น โดยที่เขาไม่คาดฝัน หรือโดยที่ตนเองก็ไม่ได้คาดหมายไว้ก่อน เมื่อพบเห็นใครน่าช่วยเหลือก็ช่วยเลยทันที เมื่อทำให้คนอื่นได้รับลาภ ก็ย่อมสมควรแก่การเป็นผู้รับลาภในอนาคต ลาภที่ให้ผู้อื่นไม่จำเป็นต้องมากมาย แต่อย่างน้อยต้องทำให้เขายินดีปรีดา หรือทำให้เขารอดจากภาวะยากลำบากแบบฉับพลันทันที (ลาภที่ได้รับอาจมาจากหลายทางโดยไม่คาดฝัน อย่าแค่ไปคิดถึงการถูกล็อตเตอรี่อย่างเดียวนะครับ ประเภทอยู่ดีๆมีเงินโอนเข้าบัญชีหลายแสนแบบสืบหาต้นตอไม่ได้ แจ้งธนาคารตรวจสอบแล้วก็ไม่รู้ความเป็นมา อันนี้เคยเกิดกรณีพิลึกพรรค์นี้มาแล้วจริงๆ)

๒) เคยเป็นผู้ตั้งใจให้คนอื่นดีใจกับการได้รับของขวัญ ของกำนัลโดยไม่คาดฝัน มีมากครับพวกชอบเซอร์ไพรส์ชาวบ้านโดยไม่เปิดโอกาสให้รู้เนื้อรู้ตัว หวังจะเห็นเขาตื่นเต้นยินดีสุดขีด ความหวังชนิดนั้น ถ้าทำสำเร็จก็ให้ผลเป็นลาภลอยก้อนใหญ่ได้เช่นกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้ารู้ว่าใครอยากได้อะไรมานาน รู้ว่าชีวิตเขาจะเปลี่ยนไปในทางดีขึ้นหากได้สิ่งนั้น นั่นแหละตรงเป้าอย่างจังทีเดียว

บุญเก่าที่ทำให้ค้าขายได้กำไรเสมอ

๑) เคยให้ความหวังแก่สมณะว่าจะถวายสิ่งโน้นสิ่งนี้ ตกปากรับคำแล้วภายหลังนำมาถวายตามสัญญาเสมอ แต่ให้ยิ่งขึ้นกว่านั้นคือท่านต้องการเพียงหนึ่ง แต่นำของที่ท่านประสงค์มาถวายเป็นสิบ อย่างนี้ถ้าเก็งไว้ว่าจะทำยอดให้ถึงเป้าสักล้าน ก็อาจพุ่งพรวดทะลุเป้าไปเป็นหลายสิบล้าน เป็นต้น พูดง่ายๆคือโชคช่วยตลอด แม้ฝีมือไม่ได้ดี เล่ห์เหลี่ยมธุรกิจไม่ได้มากกว่าพ่อค้าใกล้ละแวกก็ตาม ข้อนี้พระพุทธเจ้าเคยตรัสแนะนำไว้เป็นกรณีพิเศษ จะทดลองก็ไม่เสียหาย สำหรับหลายคนที่ไม่มีบาปเก่ามาเป็นอุปสรรค ก็น่าจะได้เห็นผลทันตาในชาตินี้ได้

๒) เคยเป็นผู้คืนกำไรให้กับสังคม คือเมื่อสังคมช่วยให้ตนรวยแล้ว ก็แบ่งความรวยนั้นให้สังคมได้ประโยชน์สุขบ้าง พวกบริษัทใหญ่ๆที่คิดโครงการเพื่อสาธารณประโยชน์นั้นมาถูกทางแล้ว หากใจไม่เล็งอยู่แต่ว่าจะได้มีส่วนลดหย่อนภาษี ก็จะได้ผลเต็มเม็ดเต็มหน่วย เห็นผลอย่างรวดเร็วแทบไม่ต้องรอเกิดชาติหน้า เพราะการทำคุณกับมหาชน จะให้ผลขยายใหญ่ เห็นง่าย เห็นเร็วกว่าการทำคุณแบบเจาะจงกับกลุ่มคนเล็กๆ

บุญเก่าที่ทำให้ได้ผลตอบแทนคุ้มกับความรู้ความสามารถหรือฝีไม้ลายมือ

๑) เคยให้ผลประโยชน์กับคนอื่นอย่างตรงไปตรงมา สมน้ำสมเนื้อแล้วกับความรู้ความสามารถของพวกเขา อันนี้ต้องขอแสดงความเสียใจกับชาวไทยจำนวนหนึ่ง ที่นิยมซื้อซอฟต์แวร์เถื่อนเป็นประจำ ไม่เห็นแก่ค่าสมอง ค่าแรงงานของคนทำบ้างเลย กรรมนี้ต่อไปก็ยากจะเป็นผู้ได้รับผลตอบแทนคุ้มค่า แต่ถ้ามีเงินซื้อของจริงแล้วยอมจ่าย โดยคิดว่าเงินจะได้ไปเข้ากระเป๋าคนผลิตตัวจริง ถ้าทำเป็นประจำก็ส่งผลให้อนาคตเป็นผู้รับค่าตอบแทนคุ้มกับงาน ไม่ถูกเอารัดเอาเปรียบหรือถูกกดค่าผลงาน

๒) เคยเป็นผู้ทำงานโดยเล็งประโยชน์สุขแก่คนอื่น คือตั้งต้นไม่ได้คิดเรื่องกำไรหรือรายได้เป็นหลัก เช่นอยากทำยาสีฟัน ก็เฝ้าครุ่นคิด หรือให้ทุนนักวิจัยว่าทำอย่างไรจะได้ยาสีฟันดีๆ มีคุณภาพสูง รักษาเหงือกและฟันได้จริง กับทั้งมีราคาไม่แพงเกินกำลังผู้บริโภคส่วนใหญ่ เรียกว่ามอบสินค้าที่เกินคุ้มให้กับสังคม ประโยชน์สุขของผู้บริโภคจะย้อนกลับมาเป็นกำลังหนุนให้ได้รับผลตอบแทนเกิน กว่าที่คาดฝันเช่นกัน

จากที่กล่าวมาข้างต้นทั้งหมด แม้ยังไม่ตอบคำถามของคุณตรงๆ อย่างน้อยก็น่าจะทำให้เริ่มเห็นได้ว่าการเป็นคนรวยล้นฟ้านั้น แน่นอนว่าจะต้องมีทานในอดีตเป็นบุญเก่าหนุนส่งอยู่ แต่ยังต้องอาศัยปัจจัยอีกหลายต่อหลายข้อประกอบร่วมเข้าไปด้วย

กรรมหลักๆที่ทำให้ ‘ร่ำรวยมาก’

เกิดใหม่กลัวบาป

http://www.budpage.com/forum/picture/2897_2.jpg

(ภาพจากเวป : http://www.budpage.com)


เกิดใหม่กลัวบาป


เด็กชายบุญอยู่ แซ่โง้ว  เกิดปีมะเส็ง  ปีพ.ศ.2460  เป็นลูกของนายคุนโหมว  แซ่โง้ว  กับนางอิน  มีพี่น้อง 3 คน  เป็นชายทั้งหมด  คือนายยุ้ยเป็นพี่ชายคนโต  เด็กชายบุญอยู่เป็นคนที่ 6  น้องชายอีกคนชื่อพัฒน์  ครอบครัวนี้มีอาชีพตีมีดและเคียวจำหน่ายอยู่ที่แยกตลาดบางแพ  จังหวัดราชบุรี

เด็กชายบุญอยู่  เกือบตายครั้งหนึ่งขณะนั่งเรือไปโรงเรียน  เรือเกิดล่ม  โชคดีที่มีคนช่วยเอาไว้ได้  จึงรอดชีวิตมาอย่างหวุดหวิด  เหตุการณ์นี้ทำให้เด็กชายบุญอยู่หวาดกลัวเรื่องการนั่งเรือมาก

เด็กชายบุญอยู่  มีอายุสั้นเหลือเกิน  พออายุได้ 14 ปี  ก็เกิดล้มป่วยมีอาการทรงกับทรุดตลอดเวลา  นอนป่วยอยู่ 15 วันก็ตายอย่างสงบ (พ.ศ.2474)  ศพของเด็กชายบุญอยู่  เผาที่วัดท่าราบ  ตำบลบางแพ  จังหวัดราชบุรีนั่นเอง

ในขณะเผาศพมีเรื่องประหลาดอย่างหนึ่ง  คือแผ่นเนื้อที่ต้นคอเด็กชายบุญอยู่ไม่ไหม้  พวกที่เชื่อถือเรื่องไสยศาสตร์  บอกว่าคนตายจะต้อง  “ถูกคุณไสย”  อย่างแน่นอน

หลังจากที่เด็กชายบุญอยู่ตายและเผาศพเรียบร้อยแล้วไม่นานนางอินผู้เป็นแม่ได้ฝันเห็นลูกชายคนนี้กำลังเดินอยู่ที่ตลาด  นางร้องเรียก  เขากลับทำเป็นเฉยเหมือนไม่ได้ยิน  ฝันเห็นลูกชายที่ตายครั้งนั้นครั้งเดียวก็ไม่ได้ฝันเห็นอีกเลย

นางแช่มเป็นแม่ม่ายสามีตาย  มีลูกติด 3 คน  เป็นชาย 1 คน  หญิง 2 คน  อยู่ที่บ้านดอนกระเบื้อง  อำเภอบ้านโป่ง  จังหวัดราชบุรี  ต่อมานางแช่มได้สามีใหม่เป็นคนจีนชื่อ นายเหลือง  แซ่อ๊วง  มีอาชีพค้าขายโดยการไป  “ตกข้าว”  ชาวนาเอาไว้ก่อน  เมื่อถึงฤดูเก็บเกี่ยวก็จะออกไปเอาข้าวเปลือกตามที่ตกลงกัน

นางแช่มได้ตั้งท้องลูกคนที่ 3 กับนายเหลือง  กระทั่งถึงกำหนดคลอดได้คลอดลูกเป็นชายในปีพ.ศ.2475  ตั้งชื่อลูกชายคนนี้ว่า ทองสุก  มีชื่อเรียกกันเล่นๆ  ว่า  “จุก”  เด็กชายจุกเลี้ยงง่ายไม่ป่วยไข้ให้พ่อแม่ทุกข์ยากลำบากใจ  และเจริญวัยขึ้นเรื่อยๆ  กระทั่งมีอายุได้ 3 ขวบ  พูดคล่องชัดถ้อยชัดคำตามสมควร  เป็นที่รักใคร่เอ็นดูของทุกคนในบ้าน

ต่อมา  เด็กชายจุกเริ่มพูดแปลกๆ  ให้พ่อแม่งุนงงสงสัย  โดยเด็กบอกว่าจะไปบ้านอีกบ้าน  แล้วชี้ไปทางทิศใต้  (คือทิศที่ตั้งตำบลบางแพ)  นายเหลืองกับนางแช่มถามว่าเป็นบ้านใคร  เด็กชายจุกบอกว่าเป็นบ้านของเขาเอง  โป็นโรงตีเหล็กด้วย  แต่บอกไม่ถูกว่าเป็นตำบลอะไร

เด็กชายจุกพูดถึงบ้านเก่าของตัวเองเกือบทุกวัน  ทำให้นายเหลืองกับนางแช่มเริ่มแน่ใจว่าลูกชายคงไม่ได้พูดเล่นๆ  ไปตามประสาเด็กแน่  กระทั่งวันหนึ่งมีหลานสาวของนางสังข์  ซึ่งเป็นเพื่อนกับนางแช่มชื่อนางเบี้ยวมาเที่ยวที่บ้าน  นางแช่มจึงถามนางเบี้ยวว่าทางทิศใต้มีโรงตีเหล็กบ้างหรือไม่  เพราะได้ยินลูกชายตัวน้อยพูดถึงบ่อยเหลือเกิน  นางเบี้ยวตอบว่า  มีสิ  เป็นโรงตีเหล็กของเจ๊กโหมว  ภรรยาชื่ออิน

ขณะที่นางแช่มกับนางเบี้ยวสนทนากันอยู่นั้นเด็กชายจุกนั่งอยู่ด้วย  พอได้ยินนางเบี้ยวพูดถึงเจ๊กโหมวกับนางอิน  เด็กชายจุกรีบสอดคำพูดขึ้นมาว่า  “ใช่แล้วๆ  พ่อชื่อคุนโหมว  แม่ชื่ออิน ถูกแล้ว”  และก็รบเร้าอ้อนวอนให้แม่แช่มพาไปบ้านเจ๊กโหมว  นางแช่มผู้เป็นแม่บอกว่าถ้าจะไปก็ต้องไปเรือ  เพราะตอนนั้นเป็นฤดูน้ำหลาก  เด็กชายจุกไม่ยอมลงเรือกลัวเรือล่มจมน้ำ  (เนื่องจากเคยเรือล่ม  จมน้ำเกือบตายมาแล้วในชาติก่อน)

นายเหลืองกับนางแช่มตลอดจนทุกคนในครอบครัว  เชื่อว่าเด็กชายจุกจะต้องระลึกชาติได้แน่  และอยากรู้ว่าเป็นความจริงแค่ไหนเหมือนกัน  จึงรอคอยกระทั่งน้ำลด  เมื่อเข้าหน้าแล้งดินแห้งดีแล้ว  จึงเดินทางไปพิสูจน์ความจริง

นางแช่มได้พาเด็กชายจุกกับนางแอ๊วลูกสาวไปด้วยกัน  โดยใช้เกวียนเทียมวัวเป็นพาหนะ  เพราะนางแช่มจะไปเก็บข้าวเปลือกจากชาวนาโดยเอาอ้อยและยาสูบไปแลก  ระยะทางจากดอนกระเบื้อง  อำเภอบ้านโป่งถึงตลาดบางแพ  อำเภอโพธาราม  ห่างกันประมาณ 20 กิโลเมตร

เมื่อเดินทางทาถึงบริเวณใกล้โรงตีเหล็ก  หรือบ้านของนายคุนโหมวกับนางอิน  แซ่โง้ว  เด็กชายจุก  อายุ  3  ขวบกว่า  บอกกับนางแช่มผู้เป็นแม่ว่าถึงบ้านแล้ว  และเดินลากอ้อยลำเล็กๆ  ซึ่งจะเอามาฝากพ่อแม่ชาติก่อน  นำหน้าลิ่วเข้าไปในบ้านทันที  โดยมีนางแอ๊วพี่สาวตามไปติดๆ

เมื่อเข้าไปในบ้านแล้ว  นางแอ๊วถามน้องชายตัวน้อยว่าเตี่ยคือคนไหนล่ะ  เข้าไปไหว้เสียสิ  เด็กชายจุกเดินเข้าไปหานายคุนโหมวอย่างไม่มีกิริยาอาการลังเลแม้แต่น้อย  ยกมือไหว้นายคุนโหมวแล้วก็เดินไปไหว้นางอิน  คราวนี้เด็กร้องไห้สะอึกระหว่างลูกกับแม่ในอดีต

เด็กชายจุกจำนายยุ้ยพี่ชายคนโตและนายพัฒน์ซึ่งเป็นน้องชายในชาติก่อนได้โดยไม่มีใครแนะนำ  เขาเรียกนายยุ้ยว่าพี่  แต่ไม่ยอมเรียกนายพัฒน์ว่าพี่  ทั้งที่ขณะนั้นนายพัฒน์มีอายุมากกว่าเกือบ 10 ปี  เด็กชายจุกจดจำสิ่งของเครื่องใช้ภายในบ้านได้หมด  และเมื่อเห็นเรือของนางอินผูกอยู่ข้างบ้าน  เด็กถามว่าเรือของเขาไปอยู่ที่ไหน  นางอินบอกว่า  “เรือเราก็ลำนี้ล่ะ”  แต่เด็กชายจุกแย้งว่าไม่ใช่ลำนี้  ซึ่งก็เป็นความจริงเพราะเรือลำเก่าผุพังใช้ไม่ได้แล้ว  นางอินจึงซื้อเรือลำใหม่มาแทน  หลังจากเด็กชายบุญอยู่ลูกชายตายไปนานพอสมควร

การพิสูจน์ว่า  เด็กชายจุกคือเด็กชายบุญอยู่กลับชาติมาเกิดใหม่  ทั้งสองครอบครัวไม่มีความสงสัยอีกต่อไปแล้ว  นายคุนโหมวและนางอิน  เชื่ออย่างสนิทใจว่าลูกชายของตนที่ตายไปแล้วมาเกิดเป็นเด็กชายจุกจริงๆ

คืนนั้นเด็กชายจุกขอนางแช่มผู้เป็นแม่นอนค้างที่บ้านพ่อแม่ในชาติก่อน  นางแช่มก็อนุญาตและให้พี่สาวคือนางแอ๊วอยู่เป็นเพื่อนค้างคืนด้วย

นางอินและนายคุนโหมวมีความสุขใจเป็นพิเศษที่มีโอกาสได้พบกับลูกชายของตนที่มาเกิดใหม่  คืนนั้นขณะที่นางอินนอนพูดคุยเล่นกับลูกชาย 2 คนและมีเด็กชายจุกรวมอยู่ด้วย ตอนหนึ่งนางอินพูดขึ้นว่าถ้าลูกชายอยู่กันพร้อมหน้า 3 คนก็จะดีหรอกนะ  เด็กชายจุกกอดนางอินเอาไว้แล้วพูดว่า  “ก็เขาเป็นลูกอยู่แล้วนี่  ทำไมไม่ว่าเป็นลูกอีกเล่า”

นางอินถามว่าทำไมไม่มาเข้าท้องแม่อีก  เด็กชายจุกตอบว่า เขาเข้าบ้านไม่ได้เพราะมีสายสิญจน์ล้อมอยู่รอบบ้าน  ต้องรออยู่ข้างนอก  รอแล้วรออีกแม่ก็ไม่ออกมา  จึงต้องไปที่อื่น  กระทั่งพบกับแม่ใหม่เลยเกาะเขาไปเกิด

นับตั้งแต่นั้น  เด็กชายจุกจะมาค้างที่บ้านของพ่อแม่ในชาติก่อนบ่อยๆ  โดยมีพี่สาวคือนางแอ๊วเป็นคนมาส่ง  มาคราวหนึ่งก็จะอยู่หลายคืนและทำตัวเหมือนเป็นบ้านของตัวเอง  จึงเท่ากับว่าเขามีพ่อแม่ทั้งชาติก่อนและชาติใหม่พร้อมๆ  กัน

ตอนที่เด็กชายจุกเป็นเด็กๆ  มีเรื่องประหลาดเกิดขึ้นอยู่ 2 เรื่องที่น่าสนใจเป็นพิเศษ

เรื่องแรก  ตอนอายุ 3 – 4 ขวบ  เด็กชายจุกไปค้างอยู่กับนายคุนโหมวและนางอินที่บ้าน  ตั้งใจว่าจะค้างหลายวัน  แต่ในตอนกลางวัน  เด็กชายจุกบอกกับนางอินว่าเห็นไฟไหม้ที่ยอดไผ่ตรงกอไผ่หน้าบ้าน  นางอินและคนอื่นๆ  มองไม่เห็น  เด็กชายจุกรบเร้าจะกลับบ้านที่ดอนกระเบื้องให้ได้  นางอินก็ตามใจ  ให้คนไปส่งกลับบ้านดอนกระเบื้อง  อำเภอบ้านโป่ง

คืนวันนั้นก็เกิดไฟไหม้ที่บางแพ  ไฟลุกลามมาไหม้บ้านนางอินวอดวายไปอีกหลัง  ต่อมาจึงปลูกบ้านใหม่ห่างจากบ้านเดิมประมาณ 300 เมตร

เรื่องที่ 2 ตอนเด็กชายจุกเป็นเด็กๆ  เขามีความผูกพันกับกบอย่างประหลาด  เมื่อไรที่เด็กชายจุกไปที่ริมน้ำ  กบจะมาปรากฎตัวและว่ายมาหา  ยอมให้เด็กชายจุกจับตัวมาเล่นแต่โดยดี  จนมีคนพูดกันว่าถ้าใครอยากเห็นกบก็ให้เด็กชายจุกไปที่ริมน้ำ  จะได้เห็นกบทันที  และเด็กชายจุกจะไม่ยอมกินกบเด็ดขาด  หรือหากเห็นใครจับกบมาขังก็จะแอบเอากบไปปล่อยจนหมด

เด็กชายจุกหรือนายทองสุก  ใช้นามสกุลว่า  “เชาวน์ฉลาด”  ตามนามสกุลพี่ชายที่เกิดกับพ่อซึ่งเป็นสามีเก่าของนางอิน  เหตุที่ไม่ใช้นามสกุลของนายเหลือง  แซ่อ๊วง  ก็เนื่องจากไม่อยากใช้แซ่  ซึ่งพ่อกับแม่ก็ยินยอมให้ใช้นามสกุล  “เชาวน์ฉลาด”  ดังกล่าว

เด็กชายจุกหรือนายทองสุกเติบโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่แล้วก็ตามความทรงจำในการระลึกชาติไม่ลบเลือนสูญหายแต่อย่างใด  เขายังจำได้แม่นยำทุกอย่างตั้งแต่ตอนยังมีชีวิตและหลังจากที่สิ้นใจตายไปแล้ว

นายจุกหรือนายทองสุกเล่าว่า  ตอนที่เขาเป็นเด็กชายบุญอยู่และตายเหมือนกับนอนหลับไป  มารู้สึกตัวอีกครั้งปรากฎว่า  ตัวเองมาอยู่นอกบ้าน  มองเห็นภายในบ้านชุลมุนวุ่นวาย  มีคนเศร้าโศกเสียใจร้องไห้หลายคน  เวลาที่นำศพเด็กชายบุญอยู่ ไปวัดท่าราบ  ซึ่งอยู่ห่างจากบ้านคุนโหมวและนางอินประมาณ 2 กิโลเมตร  เขายังเดินนำหน้าศพไปด้วย

นายทองสุกหรือนายจุกเล่าต่อไปว่า  ตอนที่เดินไปนั้นไม่ได้เดินเหมือนมนุษย์ธรรมดา  ตัวมันลอยไปเองโดยลอยเรื่อยๆ  กับยอดหญ้าเวลานึกจะไปไหนตัวก็ลอยวูบๆ  ไปตามที่นึกทันที  และเวลาเผาศพนั้นตนเองก็เห็นเหตุการณ์โดยตลอด  แต่ไม่กล้าเข้าไปดูใกล้ๆ  นึกกลัวผู้ใหญ่จะตีเอาว่าเข้าไปวุ่นวาย  จึงได้ลอยขึ้นไปอยู่บนต้นสะแกเพราะเห็นว่าสูงดี

ตัวของนายจุกหรือจิตวิญญาณของนายจุกเพิ่งรู้ว่าตัวเองตายแล้วเมื่อเห็นศพของตนถูกเผา  จึงเกิดความเสียใจอย่างมาก  คิดจะกลับบ้านตัวเอง  ก็ลอยกลับถึงบ้านแต่เข้าบ้านไม่ได้  เพราะกลัวสายสิญจน์ที่ล้อมรอบบ้านเอาไว้  จึงร้องเรียกแม่อินที่หลังบ้านเพื่อจะกลับเข้าครรภ์แม่มาเกิดใหม่อีก  แต่แม่ก็ไม่ได้ยิน  ไม่สนใจ  จะเข้าบ้านก็เข้าไม่ได้  มีความเสียใจนักเลยผละออกมาจากเขตบ้านเที่ยวไปเรื่อยๆ

ลอยมาถึงทางแพร่งเป็นสามแยก  มีคนยื่นผลไม้ให้กิน  ผลไม้นั้นมีลักษณะเหมือนลูกมะปราง  แต่นายจุกไม่ยอมรับ  นึกรู้ว่าต้องเป็น  “ลูกลืม”  อย่างแน่นอน  หากรับมากินคงลืมทุกสิ่งทุกอย่างหมด  คนที่ให้ผลไม้รูปร่างหน้าตาเหมือนครธรรมดาๆ  ไม่ได้ใส่อาภรณ์ผิดปกติหรือผิดแปลกแต่อย่างไร

นายจุกพาตัวลอยเรื่อยมาถึงสถานที่แห่งหนึ่ง  มีต้นโพธิ์ใหญ่อยู่ต้นหนึ่ง  แผ่กิ่งก้านสาขาร่มรื่น  และบริเวณใต้ต้นโพธิ์มีมหรสพคือละคร  ลิเก  งิ้ว  กำลังเล่นอย่างสนุกสนาน  มีผู้คนมุงดูกลุ่มใหญ่เหมือนเมืองมนุษย์  ในบริเวณนั้นมีแท่นอยู่แท่นหนึ่งลักษณะคล้ายโต๊ะยาวหรือแท่นที่ตักบาตรกลางแจ้งตามวัดชนบท  บนแท่นนั้นมีหมอนขวาน  มีแสงแววส่งประกายออกมา  นายจุกจึงขึ้นไปนอนเล่นบนแท่นนั้นและผลอยหลับไป

นายจุกนอนหลับเพลินไปนานเท่าไหร่ไม่ทราบได้  ตื่นขึ้นมาก็ไปเที่ยวต่ออีกอย่างไร้จุดหมาย  คราวนี้ได้พบกับที่ลงโทษทัณฑ์ทรมานผู้ทำบาปด้วย  สิ่งนั้นเป็นแค่รยาวขนาดคนนอนเหยียดยาวได้เต็มตัวมีไฟสุมอยู่เป็นเปลวลุกโพลงร้อนแรงน่ากลัว  บนแคร่นั้นมีคนถูกย่างไฟ  กำลังบิดตัววไปมาด้วยความเจ็บปวดทรมานแสนสาหัสน่าสยดสยองยิ่งนัก  ทำให้นายจุกหวาดกลัวอย่างยิ่ง

เมื่อออกจากที่ทรมานคนบาปมาไกลพอสมควร  ก็พบกับชีปะขาวผู้หนึ่งยืนอยู่  ชีปะขาวผู้นี้มีผู้นี้มีวัยชราแล้ว  มีหนวดเครายาวมากนุ่งขาวห่มขาวทั้งชุด  ชีปะขาวถามนายจุกว่าไปไหนมา  นายจุกตอบว่าไปเที่ยวมา  ชีปะขาวก็ชวนให้มาอยู่ด้วยกัน

นายจุกยังคิดถึงแม่อยู่  จึงบอกกับชีปะขาวว่าขอกลับไปอยู่กับแม่ก่อน  จะอยู่กับแม่สัก 2 เดือนแล้วจะกลับมาอยู่กับชีปะขาวแน่ๆ     ชีปะขาวแสดงความยินดีปรีดาที่นายจุกจะมาอยู่กับแก  แกบอกว่าถ้ามาอยู่ด้วยเมื่อไรจะรับเอาไว้เป็นลูกบุญธรรมเลย

นายจุกบอกว่า  วันหนึ่งในภพภูมิที่เขาไปอยู่นั้นเท่ากับ 1  ปีในโลกมนุษย์  ดังนั้นเวลา 2 เดือน คือ 60 วัน  จึงเท่ากับเวลาในโลกมนุษย์ 60 ปี

ดังนั้นนายจุกจะมีชีวิตหรือมีเวลาอยู่ในโลกมนุษย์แค่ 60  ปีก็จะกลับไปอยู่กับชีปะขาวตามที่เอ่ยปากตกลงสัญญากันไว้

นอกจากนี้ชีปะขาวยังสั่งให้นายจุกปฏิบัติตามที่แกสั่งอีกหลายข้อ  เช่น  ห้ามฆ่าคน  ไม่ให้ฆ่าสัตว์ใหญ่  ไม่ให้กินของวัด

เมื่อนายจุกลาจากชีปะขาวแล้ว  ก็รีบกลับไปบ้านพ่อแม่  คือนายคุนโหมวและนางอิน  แต่ก็เข้าบ้านไม่ได้อีกเพราะกลัวสายสิญจน์จึงออกมาวนเวียนอยู่ที่บ่อน้ำ  (บ่อน้ำนี้เดิมเป็นบ่อปูนข้างคลอง  เจาะลึกลงไปเพื่อให้ชาวบ้านได้ตักน้ำใช้ในฤดูน้ำน้อย)  รอคอยให้แม่อินผ่านมาจะได้กลับไปเกิดใหม่อีก)

นายจุกรอคอยแม่คือนางอินอยู่นานเท่าไรไม่สามารถบอกได้  แต่นางอินก็ไม่ผ่านมาเสียที  พอดีกับนางแช่มหาบกระบุงกลับจากไปแลกข้าวผ่านมา  นายจุกรู้สึกถูกใจชอบนางแช่ม  จึงโดดเกาะกระบุงตามไปด้วย

นางแช่มเดินมาถึงวัดเตาอิฐซึ่งอยู่ห่างจากบางแพประมาณ 3 กิโลเมตร  เกิดหิวน้ำเป็นกำลัง  จึงวางหาบลงแล้วไปวักน้ำใส่ในคูวัดดื่มกิน  นายจุกก็เข้าไปในน้ำที่นางแช่มวักกรอกปาก  ไหลลงไปในห้องแม่คนใหม่แล้วหมดความรู้สึกไป

ตั้งแต่รู้ว่าตัวเองตาย  และออกท่องเที่ยวไปในที่ต่างๆ  ตราบกระทั่งมาเข้าท้องแม่คนใหม่  นายจุกบอกว่าเป็นเวลาแค่วันเดียวเท่านั้นในความรู้สึกของตน

ข้อมูลที่น่าสนใจอีกประการหนึ่งก็คือ  เด็กชายบุญอยู่  ตายในปีพ.ศ.2474  และมาเกิดใหม่ในปี 2475  เป็นเวลาห่างกัน 1 ปีคงจะเท่ากับ 1 วันในภพชาติที่จิตวิญญาณนายจุกได้อยู่อาศัยจริงๆ

สำหรับเรื่องที่นางแช่มไปแลกข้าว  แล้วเดินผ่านบ่อน้ำ  กระทั่งไปแวะกินน้ำในคูหน้าวัดเตาอิฐ  นางแช่มยอมรับว่าเป็นความจริงเช่นนั้น  ต่อจากนั้นตนเองก็ตั้งครรภ์

นายจุกหรือนายทองสุก  เมื่อเติบโตเป็นผู้ใหญ่  มีนิสัยเรียบร้อยอ่อนโยน  เวลาพูดก็พูดช้าๆ  มีสาระเป็นหลักฐานน่าเชื่อถือ  เป็นคนใจเย็น  ไม่เคยโกรธหรือขุ่นเคืองใครเลย  พ่อแม่พี่น้องถึงกับบอกว่าถ้านายจุกถูกใครด่าว่า  เขาก็คงจะยิ้มเหมือนเดิม

ต่อมานายจุกได้แต่งงานมีภรรยาและมีลูกด้วยกัน 4 คน  นายจุกเป็นคนรักลูกและภรรยามาก  ไม่เคยเจ้าชู้สร้างปัญหาให้แก่ครอบครัวเป็นผู้มีจิตใจฝักใฝ่ในการบุญการกุศลมาโดยตลอด

สำหรับชีปะขาวที่นายจุกเคยพบในภพชาติหลังจากตายไปแล้วยังมาปรากฎในฝันหลายครั้ง  การฝันถึงชีปะขาวทุกครั้งหมายถึงว่าจะต้องมีเหตุการณ์ไม่สู้ดีเกิดขึ้น  และท่านจะเตือนให้ระมัดระวังตัวไว้ เช่น  คราวหนึ่งนายจุกเตรียมตัวจะไปเที่ยวที่จังหวัดชุมพร  แต่ชีปะขาวได้มาฝันก่อน  บอกว่าอย่าไปจะเกิดอันตราย  นายจุกก็ไม่ไปตามคำห้ามปรามนั้น

อีกครั้งหนึ่ง  ชีปะขาวเข้าฝันบอกนายจุกว่าเขากำลังจะมีเคราะห์หนักให้บวชต่ออายุเสีย  อีกอย่างหนึ่งจะได้เป็นกุศลแก่พ่อเก่าคือนายคุนโหมวด้วย  เพราะพ่อเก่าใกล้จะถึงวาระหมดอายุขัยต้องตายแล้ว  การบวชจะได้แผ่บุญกุศลให้พ่อได้บ้าง  นายจุกจึงได้บวชเข้าพิธีอุปสมบทที่วัดหนองอ้อ  บ้านดอนกระเบื้อง  ซึ่งเป็นวัดใกล้ๆ  บ้าน

การบวชของนายจุกในปี พ.ศ.2498  เขาไม่ยอมบอกพ่อแม่ทั้ง 2 ครอบครัวให้รู้เรื่องก่อน  พอใกล้จะถึงวันบวชจึงได้บอกพ่อแม่ว่าจะบวช  ตนได้เตรียมเครื่องอัฐบริวารไว้พร้อมแล้ว  และขอสมทบบวชกับนาครายอื่นที่เขาจัดงานไว้เรียบร้อย

เหตุผลที่ต้องทำเช่นนี้ก็เพราะไม่อยากให้พ่อแม่ทั้ง 2 ฝ่ายน้อยใจกัน  เพราะตนเองก็รักเคารพทั้งพ่อแม่ในชาตินี้และชาติก่อนเท่าเทียมกัน  อีกประการหนึ่งก็คือ  ไม่อยากให้วุ่นวายจัดงานทำบุญเลี้ยงพระเป็นการใหญ่  เพราะการจัดงานเช่นนั้นต้องใช้เนื้อสัตว์จำนวนมากมาทำกับข้าวเลี้ยงแน  เป็นบาปกรรมเปล่าๆ

การระลึกชาติได้ของนายจุกหรือนายทองสุก  เชาวน์ฉลาด  ย่อมเป็นการยืนยันได้ว่า  ทุกคนตายแล้วต้องเกิดอีก  ต้องเวียนว่ายในสังสารวัฏอยู่เช่นนี้ไม่มีสิ้นสุดตามกรรมของแต่ละคน  เว้นแต่จะมุ่งหน้าพากเพียรบำเพ็ญธรรม  หวังพระนิพพานเท่านั้นเป็นที่สิ้นสุด  จึงจะหลุดพ้นไปจากวังวนแห่งอนิจจังนี้ไปได้…….

หลักกรรมหรือกฎแห่งกรรม

หลักกรรมหรือกฎแห่งกรรม

หลักกรรม หรือกฎแห่งกรรมมีอยู่ว่า
“บุคคลทำกรรมใดไว้  ดีก็ตามชั่วก็ตาม  เขาย่อมต้องรับผลแห่งกรรมนั้น”
แต่เนื่องจากกรรมบางอย่างหรือการกระทำบางคราวไม่มีผลปรากฏชัดในทันที
ผู้มีปัญญาน้อยจึงมองไม่เห็นผลแห่งกรรมของตน  ทำให้สับสน  และเข้าใจไขว้เขว
เพราะบางทีกำลังทำชั่วอยู่แท้ๆ  กลับมีผลดีมากมาย  เช่น  ลาภ  ยศ  สรรเสริญ  สุข  หลั่งไหลเข้ามาในชีวิต
ตรงกันข้าม  บางคราวกำลังทำความดีอยู่อย่างมโหฬาร
แต่กลับได้รับความทุกข์ทรมานต่างๆ  มีผลไม่ดีมากมาย
เช่น  ความเสื่อมลาภ  เสื่อมยศ  ถูกนินทาว่าร้าย  ถูกสบประมาท  และความเจ็บไข้ได้ป่วยหลั่งไหลเข้ามาในชีวิต

ความสลับซ้อนดังกล่าว  ทำให้ผู้รับผลของกรรมสับสน
เกิดความไม่แน่ใจว่า  สิ่งที่ตนทำนั้นเป็นความชั่วจริงๆ  หรือ?  เป็นความดีจริงๆ หรือ?

ตามความเป็นจริงแล้ว….
กรรมชั่วที่เขากำลังทำอยู่ยังไม่ทันให้ผลกรรมดีที่เขาเคยทำไว้ก่อนถึงวาระให้ผลในขณะที่คนผู้นั้นกำลังทำชั่วอยู่
จึงทำให้เขาได้รับผลดี  ถ้าเปรียบทางวัตถุก็จะมองเห็นง่ายขึ้น
เช่น  คนๆ หนึ่งกำลังปลูกต้นไม้อันเป็นพิษอยู่  มีผลไม้หอมหวานอร่อยสุกมากมายในสวนของเขา
เขาได้ลิ้มรสอันอร่อยของผลไม้ซึ่งเขาปลูกไว้ก่อน
ต่อมาต้นไม้มีพิษออกผลในขณะที่เขากำลังปลูกต้นไม้ที่มีผลอร่อยอยู่เขาบริโภคผลไม้มีพิษรู้สึกได้รับทุกขเวทนา
ข้อนี้ฉันใด  กรรมกับผู้กระทำกรรมก็ฉันนั้น  กรรมดีย่อมให้ผลดี  กรรมชั่วย่อมให้ผลชั่ว
แต่เพราะกรรมจะให้ผลก็ต่อเมื่อสุกเต็มที่แล้ว  และมีความสลับซับซ้อนมากจึงทำให้งง
ทั้งนี้สาเหตุหนึ่งก็เพราะสติปัญญาของคนทั่วไปมีอยู่อย่างจำกัด
เหมือนแสงสว่างน้อยๆ  ไม่พอที่จะส่องให้เห็นวัตถุอันสลับซับซ้อนอยู่มากมายในบริเวณอันกว้างใหญ่
และบริเวณนั้นถูกปกคลุมอยู่ด้วยความมืด

เมื่อใดดวงปัญญาของเขาแจ่มใสขึ้น  เขาย่อมมองเห็นความเป็นจริง
ปัญญาของเขายิ่งแจ่มใสขึ้นเพียงใด  เขาย่อมสามารถมองเห็นเรื่องกรรม
และความซับซ้อนของชีวิตมากขึ้นเพียงนั้น  เหมือนแสงสว่างมีมากขึ้นเพียงใด
ผู้มีจักษุปกติย่อมสามารถมองเห็นวัตถุอันละเอียดมากขึ้นเพียงนั้น

สิ่งใดละเอียดมากเช่นเชื้อจุลินทรีย์  มองด้วยตาเปล่าไม่เห็น
นักวิทยาศาสตร์เขาใช้เครื่องมือคือกล้องจุลทรรศน์ซึ่งมีอานุภาพขยายเป็นพันๆ  เท่าของวัตถุจริง
จึงทำให้มองเห็นได้  สิ่งใดอยู่ไกลมาก  ระยะสายตาธรรมดาไม่อาจทอดไปถึงได้
นักวิทยาศาสตร์เขาใช้กล้องส่องทางไกล
จึงสามารถมองเห็นได้เหมือนวัตถุซึ่งปรากฏอยู่ ณ ที่ใกล้  ข้อนี้ฉันใด
ผู้ได้อบรมจิตและปัญญาแล้วก็ฉันนั้น
เป็นนักวิทยาศาสตร์ทางจิตสามารถเห็นได้ละเอียด
รู้ได้ไกลซึ่งเรื่องกรรมและผลของกรรมชนิดที่สามัญชนมองไม่เห็นหรือมองให้เห็นได้โดยยากทั้งนี้เพราะท่านมีเครื่องมือ
คือปัญญาหรือญาณ  สามัญชนไม่มีปัญญาหรือญาณเช่นนั้น  จึงมองไม่เห็นอย่างที่ท่านเห็น
เมื่อท่านบอกให้  บางคนก็เชื่อตาม  บางคนไม่เชื่อ  ใครเชื่อก็เป็นประโยชน์แก่เขาเอง
ทั้งด้านการดำเนินชีวิตและจิตใจหาความสุขได้เอง

ผู้เชื่อเรื่องกฎแห่งกรรมได้กำไรกว่าผู้ไม่เชื่อ  คือทำให้เว้นชั่ว
ทำดีได้มั่นคงยั่งยืนกว่าผู้ไม่เชื่อ  ทำให้เป็นคนดีในโลกนี้  จากโลกนี้ไปแล้วก็บันเทิงในโลกหน้า
เมื่อประสบปัญหาชีวิตอันแสบเผ็ด  ก็สามารถทำใจได้ว่ามันเป็นผลของกรรมชั่ว
เมื่อประสบความรื่นรมย์ในชีวิตก็ไม่ประมาท
มองเห็นผลแห่งกรรมดีและหาทางพอกพูกนกรรมดีต่อไป……….

(จากหนังสือหลักกรรมและการเวียนว่ายตายเกิด อ.วศิน อินทสระ)

เรื่องต่อไป

10 ชาติในอดีต ของหลวงปู่บุดดาถาวโร

http://board.palungjit.com/members/171790-albums776-picture11405.jpg

บ้านหนองเต่า ตำบลพุคา อำเภอโคกสำโรง จังหวัดลพบุรี คือสถานที่กำเนิดของหลวงปู่บุดดา ถาวโร พระอริยสงฆ์อีกรูปหนึ่งของสยามประเทศ

พ่อของท่านชื่อน้อย แม่ชื่อึ่ง นามสกุล มงคลทอง ประกอบอาชีพทำนา หลวงปู่บุดดาถือกำเนิดเมื่อวันเสาร์ ขึ้น 10 ค่ำ เดือนยี่ ปีมะเมีย ตรงกับวันที่ 5 มกราคม ปี พ.ศ.2437 มีพี่น้องร่วมท้อง 7 คน เป็นชาย 4 หญิง 3

ในวัยเด็ก ท่านมีชื่อว่า “มุกดา” หรือบุดดา มงคลทอง เมื่อเจริญวัยเติบโตขึ้นพอรู้ความ ดูเหมือนว่าท่านจะมีความรักความรู้สึกผูกพันกับผู้พ่อเป็นพิเศษ เช่นเดียวกับพ่อของท่านซึ่งมีความเมตตา เอ็นดูลูกชายตัวน้อยคนนี้มากเช่นกัน

และในวัยเด็กนั้น เป็นที่น่าสังเกตว่าเด็กชายบุดดาไม่ชอบทำร้ายเบียดเบียนสัตว์ตัวเล็กๆ ให้ได้รับความลำบากเดือดร้อน ยิ่งเป็นการฆ่าทำลายชีวิตสัตว์ต่างๆ ด้วยแล้ว เด็กชายบุดดาจะไม่แตะต้องเอาเสียเลย

ซึ่งวิถีชีวิตของชาวชนบทบ้านไร่บ้านนา ย่อมหลีกเลี่ยงการฆ่าสัตว์ตัดชีวิตไม่ค่อยได้ เนื่องจากอาหารสดอาหารคาวประเภทเนื้อสัตว์ได้แก่ ปู ปลา กบ เขียด ถ้าไม่เสาะหาแล้วฆ่ากินเอง ก็ไม่รู้จะไปซื้อได้ที่ไหน เพราะสมัยเมื่อเกือบ 100 ปีก่อนนั้น อาหารพวกนี้มีอยู่ตามแหล่งน้ำธรรมชาติต่างๆ ค่อนข้างเหลือเฟือ แต่ละครอบครัวต่างก็ออกไปหาเอามากินกันทั้งนั้น ไม่มีใครขาย ไม่มีใครซื้อ แต่เด็กชายบุดดาไม่ชอบเรื่องตกปลา สุ่มปลา หรือนึกสนุกขอตามผู้ใหญ่ออกไปหากบ เขียด เช่นเด็กคนอื่นๆ ในวัยเดียวกัน

เมื่อหลวงปู่บุดดา ถาวโร เติบโตจนอายุได้ 10 ปี มีเหตุการณ์อย่างหนึ่งเกิดขึ้น ซึ่งเป็นกุศลจิตที่ท่านเคยสร้างสมไว้ในอดีตชาติ ทำให้เกิดระลึกชาติในอดีตขึ้นมาได้

กล่าวคือ วันหนึ่งท่านไปทำความผิดตามประสาเด็กมา ผู้เป็นพ่อจึงลงไม้ลงมือตีเอาเจ็บๆ หลวงปู่บุดดาหรือเด็กชายบุดดก็วิ่งหนีร้องไห้เสียใจออกจากบ้าน ร้องไห้ไปตะโกนดังๆ ไปด้วยว่า

“พ่อโกหก! พ่อโกหก! พ่อโกหก!”

พ่อได้ยินก็ไม่เข้าใจว่าลูกชายต่อว่าท่านว่าโกหกทำไม เพราะท่านไม่ได้พูดโกหกอะไรไว้ ต่อเมื่องแม่เข้ามาปลอบแล้วถามว่าลูกไปต่อว่าพ่อ ว่าโกหกเรื่องอะไร เด็กชายบุดดาจึงเล่าให้ฟังว่า

ชาติก่อนพ่อน้อย พ่อของท่านเกิดเป็นพี่น้องกัน พ่อเป็นพี่ชายท่านเป็นน้องชาย พี่ชายในชาติก่อนรักท่านมาก และท่านก็รักพี่ชายมากดุจเดียวกัน จะไปไหนก็มักจะไปด้วยกันเสมอ พี่ชายในอดีตชาติเคยบอกท่านบ่อยๆ ว่า “จะไม่ทิ้งกัน จะไม่ตีกัน” มาเกิดด้วยกันชาตินี้พี่ชายเกิดเป็นพ่อ ท่านเกิดเป็นลูก เมื่อเคยสัญญากันมาตั้งแต่ชาติก่อนแล้วว่า “จะไม่ทิ้งกัน จะไม่ตีกัน” ทำไมถึงต้องมาตีเจ็บๆ อย่างนี้

เมื่อพ่อทราบว่าลูกชายคนนี้ระลึกชาติได้ และมีเรื่องราวผูกพันกันมาเป็นอย่างไรท่านก็เสียใจ ตั้งแต่นั้นพ่อก็ไม่เคยตีเด็กชายบุดดาอีกเลย และเรื่องที่เด็กชายบุดดาระลึกชาติได้ ก็เป็นที่เล่าขานกันในหมู่ญาติด้วยความอัศจรรย์ใจของทุกคน

หากไม่มีเหตุการณ์ที่พ่อน้อย พ่อของหลวงปู่ตีท่านเมื่อครั้งเป็นเด็กๆ คงไม่มีใครรู้ว่าท่านระลึกชาติได้ และไม่เพียงแต่จะรำลึกถึงอดีตชาติ เมื่อครั้งเกิดร่วมกับพ่อโดยเกิดเป็นพี่น้องกันชาติเดียวเท่านั้น หลวงปู่บุดดายังระลึกชาติได้ถึง 7 ชาติ แต่ละชาตินั้นได้เกิดเป็นเพศชายทั้งหมด ซึ่งวนเวียนเกิดแล้วตายตายแล้วเกิด ระหว่าง 2 ฝั่งแม่น้ำโขงคือแผ่นดินไทยและแผ่นดินลาว

ในแต่ละชาติส่วนใหญ่ท่านมักจะตายเสียตั้งแต่อายุยังน้อยประมาณว่ามีอายุระหว่าง 15 – 19 ปีก็ตายแล้ว สาเหตุที่ทำให้ตายก็คือไข้ป่า (มาลาเรีย) เพราะในสมัยนั้นไม่มียาบำบัดรักษาโรคโดยตรง ต้องอาศัยแต่ตัวยาสมุนไพรรักษากันไปตามมีตามเกิด หากร่างกายไม่แข็งแรงจริงๆ ก็มักไม่ค่อยรอด และในหลายชาติซึ่งหลวงปู่บุดดาตายเมื่อมีอายุไม่มากนัก ทำให้ไม่มีโอกาสบรรพชาหรืออุปสมบทอย่างน่าเสียดาย ท่านได้เล่าไว้ว่า เมื่อตายที่ตำบลใดก็มักจะเกิดใหม่ที่ตำบลนั้นอีก

ในสมัยเป็นเด็กและระลึกชาติได้นั้น หลวงปู่บุดดาจดจำเรื่องราวในอดีตชาติครั้งหนึ่งได้เป็นพิเศษ กล่าวคือในชาตินั้นท่านเกิดเป็นชาวลาดอีกฟากหนึ่งของแม่น้ำโขง เมื่อท่านเป็นเด็กๆ ได้พำนักอาศัยอยู่ที่บ้านหลังหนึ่ง ซึ่งตั้งอยู่นอกนครเวียงจันทน์ประเทศลาว สมัยนั้นขาดแคลนในเรื่องยารักษาโรคอย่างหนัก ตลอดจนความรู้ทางการรักษาพยาบาลเวลาเจ็บไข้ได้ป่วยก็ไม่มี หากร่างกายอ่อนแอเกิดเจ็บไข้ได้ป่วยขึ้นมา จำเป็นต้องใช้แต่ยาสมุนไพรรักษากันไปตามมีตามเกิด ด้วยเหตุนี้ในอดีตชาตินั้นท่านจึงเสียชีวิตนับแต่อายุยังน้อย ไม่ทันเจริญวัยได้บรรพชาหรืออุปสมบท ก็ต้องมาตายไปอย่างอนาถ

ภาพนิมิตในอดีตชาติดังกล่าว ท่านเห็นพ่อแม่ ญาติพี่น้องเศร้าโศกอาลัยเหลือประมาณ แล้วนำศพของท่านไปฝังไว้ในที่เปลี่ยวบริเวณป่าแห่งหนึ่ง หลุมฝังศพอยู่ตรงโคนต้นพุทราขนาดใหญ่ ผู้เป็นย่าของท่าน (มาเกิดร่วมกันอีกในชาติปัจจุบัน) ซึ่งเป็นผู้มีฐานะ มีอันจะกินเคยตั้งความหวังว่าจะส่งเสริมทำนุบำรุงหลานชาย (คือหลวงปู่บุดดาในอดีตชาติ) ให้เจริญด้วยวิชาความรู้และฐานะ แต่หลานชายกลับมาเสียชีวิตไปก่อน ทั้งๆ ที่มีอายุไม่เท่าไร ย่าของท่านดูเหมือนจะโศกเศร้าเสียใจอย่างหนัก

ภาพนิมิตต่อมาแสดงถึงกาลเวลาที่ล่วงเลยไป ลมฝนคงจะค่อยๆ ชะดินเหนือหลุมศพทลายไหลไปเรื่อยๆ กระทั่งกะโหลกศีรษะของท่านโผล่พ้นมูนดินขึ้นมาขาวโพลน และบริเวณนั้นก็รกเรื้อไปด้วยพฤกษชาติดารดาษแน่นขนัด กลายเป็นป่ารกชัฏซึ่งไม่มีผู้คนกล้ำกรายเข้าไปเลย หลวงปู่บุดดาจดจำสถานที่ฝังศพของท่าน กระทั่งหัวกะโหลกผุดโผล่ขึ้นมาได้อย่างแม่นยำ

ในวัยเด็ก หลวงปู่บุดดา ถาวโร ไม่มีโอกาสได้เล่าเรียนเขียนอ่าน เพราะถิ่นกำเนิดของท่านยังเป็นป่าดงกันดาร พื้นที่ละแวกใกล้เคียงไม่มีโรงเรียนให้ได้ศึกษาเล่าเรียน ชาวบ้านทุกคนต่างก็ไม่รู้หนังสืออ่านไม่ออก เขียนไม่ได้ด้วยกันทั้งสิ้น มีแต่ความรู้ในวิชาชีพ คือวิชาทำไร่ทำนาซึ่งเรียนกันด้วยของจริง และต้องลงมือทำด้วยตัวเองตามแบบอย่างที่สืบทอดกันมาตั้งแต่บรรพบุรุษ

สมัยที่หลวงปู่บุดดายังเล็กๆ ท่านก็วิ่งเล่นซุกซนไปวันๆ ตามประสาเด็ก เพียงแต่ไม่ชอบทรมานเบียดเบียนสัตว์หรือฆ่าสัตว์ตัดชีวิตผิดกับน้องชายคนเล็กชื่อนายเหลือ มงคลทอง ซึ่งชอบนักในเรื่องหากบหาปลา ได้กบได้ปลามาเหลือกินก็จัดการขังเอาไว้กินมื้อต่อๆ ไป จับปูมาได้มักหักแข้งหักขาเล่นเห็นเป็นของสนุก เวลาไปจับกบก็หักขามันเสียเพื่อไม่ให้กระโดดหนี เติบโตขึ้นมาไม่สนใจในเรื่องทำบุญสร้างกุศล ไม่รักษาศีลและปฏิบัติภาวนา อันจะช่วยให้กรรมที่ตนเองเคยก่อเอาไว้ผ่อนคลายกลายเป็นอโหสิกรรมไปในที่สุด ต่อมานายเหลือถูกรถ1บรรทุกสิบล้อชนจนต้องตัดขาทิ้งไป

หลวงปู่บุดดกล่าวว่าเหตุที่น้องชายคนเล็กเป็นคนทุพพลภาพนั้นเนื่องมาจากกรรมในวัยเด็กนั่นเอง

เมื่อครั้งที่หลวงปู่บุดดาเป็นเด็กๆ เป็นที่น่าสังเกตว่า พอเจริญวัยช่วยเหลือตัวเองได้นั้น ท่านจะไม่ให้ผู้หญิงเข้าใกล้ตัวท่านเลย นอกจากโยมแม่คนเดียวเท่านั้น หลวงปู่เล่าว่าทุกชาติในอดีตที่ท่านเกิดก็เป็นเช่นนี้มาตลอด แสดงให้เห็นถึงจิตของท่านที่มุ่งมั่นในการรักษาเพศพรหมจรรย์อย่างแน่วแน่ทุกภพทุกชาติ ตราบจนมาเกิดในชาตินี้ท่านจึงมุ่งสู่การหลุดพ้นจากอาสวะทั้งปวง

และการที่หลวงปู่บุดดาพยายามอยู่ห่างจากอิตถีเพศอย่างชัดเจนมาตั้งแต่เด็กๆ ถึงกับเคยบอกกับแม่ว่า เมื่อท่านโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่จะไม่ขอมีครอบครัวเด็ดขาด เหตุสำคัญประการหนึ่งซึ่งชี้นำให้เกิดความรู้สึกนึกคิดฝังจิตใจในเรื่องของสตรีเช่นนี้ สืบเนื่องมาจากการระลึกชาติได้ของท่านนั่นเอง

กล่าวคือ ในอดีตชาติหนึ่ง ขณะที่ท่านเจริญวัยเป็นหนุ่มแล้วเกิดมีจิตปฏิพัทธ์พึงใจกับหญิงสาวรุ่นราวคราวเดียวกันคนหนึ่ง ซึ่งมีบ้านอยู่ในละแวกเดียวกัน เมื่อหลวงปู่บุดดา (ในอดีตชาตินั้น) เข้าไปพูดคุยด้วยไมตรี แทนที่สาวเจ้าจะพูดโต้ตอบด้วยดี กลับมีน้ำเสียงแสดงความเกลียดชังโกรธแค้น เพราะปรากฎว่าหญิงสาวผู้นั้นระลึกอดีตชาติได้ เป็นภพชาติก่อนหน้าที่เธอจะมาเกิดเป็นผู้หญิงในชาตินั้น โดยกล่าวว่า “ในชาติก่อน” ท่านนี่แหละเป็นผู้ทำให้เธอถูกทุบตี และถูกจับผูกมัดให้ได้รับความทุกข์ทรมานอย่างแสนสาหัส ต้องอดข้าวอดน้ำ ทุรนทุรายด้วยความหิวโหยจนสิ้นใจตาย มาชาตินี้มารักเธอทำไม”

หลวงปู่บุดดา (ในอดีตชาตินั้น) พอได้ยินเสียงสาวซึ่งตนหมายปองกล่าวออกมาเช่นนั้น ก็พลันระลึกรู้อดีตชาติของตนว่าเป็นมาอย่างไร นั่นคือในชาติก่อน (ก่อนจะมาเกิดใหม่ในชาตินั้น) ท่านเป็นสมภารเจ้าวัดอยู่ในประเทศลาว ขณะที่นอนป่วยหนักไม่สบายอยู่มีสุนัขตัวเมียตัวหนึ่งลักลอบขึ้นมาแอบกินอาหารที่เด็กวัดเก็บไว้ ท่านจึงร้องบอกเด็กวัดให้มาไล่สุนัข พวกเด็กวัดก็ขึ้นมาไล่ตีสุนัขตัวนั้นวิ่งกระเจิงหนีไป

ทว่าพวกเด็กวัดกลับกระทำเกินคำสั่งของท่าน ซึ่งท่านเพียงแต่ให้ไล่สุนัขไปเท่านั้น พวกเด็กๆ ได้ไล่จับสุนัขตัวเมียดังกล่าวไปผูกไว้กับรั้วโดยที่ท่านไม่รู้ และพวกเด็กวัดก็พากันลืมเสียสนิทว่าได้จับสุนัขผูกไว้ เนื่องจากสมภารเจ้าวัด (คือตัวท่าน) เกิดอาการป่วยกำเริบอย่างฉับพลันและได้สิ้นใจตายไป เด็กวัดมัวแต่วุ่นวายในเรื่องจัดงานศพสมภารเจ้าอาวาส เลยลืมเรื่องที่ผูกสุนัขตัวเมียไว้กับรั้ว ทิ้งให้สุนัขอดข้าวอดน้ำหลายวันกระทั่งตายอย่างทรมานด้วยความหิวโหยสุดขีด

สุนัขตัวเมียได้จองเวรสมภารเจ้าวัดมาโดยตลอด แต่ที่อาฆาตผูกเวรเป็นกรรมพัวพันกันมาได้เพียงเรื่องที่ต้องถูกตี เพราะเสียงร้องบอกของสมภารเป็นเหตุ ส่วนการที่เด็กวัดจับสุนัขไปผูกล่ามกับรั้วแล้วปล่อยให้อด ข้าวอดน้ำตายนั้นมิใช่คำสั่งของสมภาร

สมภารเจ้าวัดมาเกิดใหม่เป็นชายหนุ่ม (หลวงปูบุดดา) ส่วนสุนัขตัวเมียมาเกิดเป็นหญิงสาวบ้านใกล้เรือนเคียง ซึ่งนำเอาความเจ็บแค้นแต่ชาติปางก่อนติดมาด้วย เมื่อหลวงปู่บุดดาในชาตินั้นรำลึกรู้ความเป็นมาในอดีตชาติที่ผ่านมา ก็เกิดความอดสูละอายใจ รู้สึกสลดสังเวชอเนจอนาถในตัวเองที่จะเอาสุนัขเป็นภรรยา เพราะความไม่รู้เรื่องการเวียนว่ายตายเกิดในภพชาติ ด้วยเหตุนี้เมื่อท่านตายแล้วเกิด 7 ชาติสุดท้ายก่อนจะมาเกิดในชาติปัจจุบัน ท่านจึงไม่ยอมข้องแวะเข้าใกล้ผู้หญิงในทุกๆ ชาติ

แม้มาเกิดในชาติปัจจุบัน “สัญญา” หรือความจำส่วนนี้ก็ยังติดมาและแจ่มชัดอยู่ ดังนั้นหลวงปู่บุดดจึงรักษาพรหมจรรย์หมดจดมั่นคงตราบจนอุปสมบท

เมื่อหลวงปู่บุดดาเติบโตพ้นวัยเด็กมาเป็นหนุ่มเต็มตัว ท่านก็ช่วยทำงานไถนา แบ่งเบาภาระหน้าที่ของครอบครัวอย่างเต็มกำลัง กระทั่งอายุครบ 21 ปี (ปีพ.ศ.2458) ก็ถูกเกณฑ์ไปเป็นทหารสังกัดกองทัพบก ประจำการกองทัพภาคที่ 3 ที่ตั้งอยู่ในจังหวัดลพบุรี

ในช่วงที่เป็นทหาร หลวงปู่บุดดามีโอกาสเรียนหนังสือจนอ่านออกเขียนได้ ซึ่งเรื่องเรียนหนังสือนี้ท่านก็เคยเล่าเรียนมาแล้วในอดีตชาติก่อนๆ (ตอนเป็นเด็กระลึกชาติได้และจำได้) หากตัวหนังสือที่เคยเรียนมาเป็นอักษรไทยโบราณมีแค่ 33 ตัว แบบเดียวกับอักษรสมัยพ่อขุนรามคำแหงมหาราช ดังนั้นจึงใช้ประโยชน์ไม่ได้

และขณะที่เป็นทหารอยู่ลพบุรี ได้มีหญิงสาวมาชอบพอสนใจท่านเหมือนกัน เพราะหลวงปู่ในวัยหนุ่มฉกรรจ์นับว่ามีรูปร่างหน้าตาคมสันเอาการอยู่ แต่ท่านมิได้สนใจหรือมีไมตรีตอบกลับไป เมื่อฝ่ายหญิงพยายามเข้ามาชิดหวังสนิทยิ่งขึ้น ท่านจึงได้กล่าวตัดรอนเอาซึ่งๆ หน้าว่า

“กลับไปเสียเถอะ ฉันเป็นทหารตัวเมีย ไม่ชอบผู้หญิง ถ้าไปเจอทหารตัวผู้คนอื่นเข้าก็จะลำบาก”

เป็นทหารครบ 2 ปี ก็ปลดประจำการกลับมาอยู่บ้านที่อำเภอตาคลีเช่นเดิม โดยมีหลักฐานการรับราชการเป็นทหารติดตัวมาด้วย นั่นคือรอยสักตรงท้องแขนขวา ซึ่งหลวงปู่บุดดาได้สักเอาไว้มีข้อความว่า “ท.บ.3” ที่บรรทัดบน “2458” ที่บรรทัดล่าง และระหว่างบรรทัดมี “เส้นขีด” หมายถึงการเป็นทหารบกปืน 3 ในสมัยรัชกาลที่ 6

หลวงปู่บุดดากลับมาอยู่บ้านแล้วท่านก็ครุ่นคิดอยากบวชอยู่ตลอดเวลา ทว่ายังไม่สามารถตัดภาระของครอบครัวออกไปได้ เนื่องจากพ่อแม่มีอายุมากขึ้น น้องๆ ก็ยังไม่เป็นผู้ใหญ่พอที่จะรับผิดชอบงานไร่งานนาเต็มที่ หลวงปู่จึงจำต้องเป็นหลักของครอบครัวในการทำนา ซึ่งเป็นงานหนักงานเหนื่อยอีกต่อไป

อีก 4 ปีต่อมา หลวงปู่บุดดาอายุได้ 28 ปี ภาระหนักที่รับผิดชอบค่อยผ่อนคลายลงไปมาก ท่านจึงขออนุญาตพ่อแม่เพื่ออุปสมบทบวชเรียน ปฏิบัติธรรมตามที่ปรารถนามานานแล้ว พ่อแม่ก็อนุโมทนาด้วยความยินดี

พรรษาแรก


วันที่ 15 เมษายน ปีพ.ศ.2465 หลวงปู่บุดดาได้บรรพชาและอุปสมบท ณ พัทธสีมา วัดเนินยาว ตำบลโพนทอง อำเภอบ้านหมี่ จังหวัดลพบุรี พร้อมกับผู้อื่นอีกรวม 11 รูป โดยมีท่านพระครูธรรมขันธ์สุนทรเป็นพระอุปัชฌาย์

ท่านพระครูเรือง เป็นพระกรรมวาจาจารย์

เจ้าอธิการไพล เป็นพระอนุสาวนาจารย์

คณะสงฆ์ 25 รูป นั่งเป็นพระอันดับ ได้รับฉายาว่า “ถาวโรภิกขุ”

หลวงปู่บุดดากล่าวเสมอว่า ท่านถือพระอุปัชฌาย์และพระสงฆ์ 25 รูป เป็นครูบาอาจารย์และอุปัชฌายย์ทุกรูป เพราะท่านสอนปัญจกรรมฐานให้แล้วในวันอุปสมบท คือ เกศา โลมา นะขา ทันตา ตะโจ หรือ ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง โดยพิจารณาเรียงไปตามลำดับและย้อนกลับ จนเห็นได้ชัดเจนและคล่องแคล่ว

เมื่อหลวงปู่อุปสมบทเป็นพระภิกษุแล้ว ท่านก็จำพรรษาที่วัดเนินยาวเพื่อปรนนิบัติพระอุปัชฌาจารย์ เป็นการสนองพระคุณครูบาอาจารย์ตามแบบแผนของพระภิกษุสมัยนั้น บวชแล้วก็ไม่มีการศึกษาเล่าเรียนทั้งทางปริยัติและปฏิบัติ นอกจากการทำวัตรท่องหนังสือสวดมนต์และปาฏิโมกข์

นับตั้งแต่หลวงปู่บุดดาออกจากโบสถ์วันอุปสมบท ท่านได้เริ่มต้นปฏิบัติข้อวัตรในแต่ละวันอย่างเคร่งครัดยิ่ง และยังถือธุดงควัตรในบางข้อด้วย คือครองผ้า 3 ผืนเป็นวัตร บิณฑบาตเป็นประจำทุกวันฉันมื้อเดียววันเว้นวัน และฉันเฉพาะในบาตร อีกทั้งยังถวายสังฆทานทุกวัน วันไหนไม่ฉัน ไปบิณฑบาตได้ข้าวมาก็ถวายพระสงฆ์อื่นไปแล้วเอาบาตรคืน

เมื่อบวชใหม่ๆ นั้น กิเลสราคะก็ยังมีอยู่ ใช่ว่าจะหมดเกลี้ยงหายไปจนสิ้น หลวงปู่เล่าว่าเวลาออกบิณฑบาตต้องพบผู้คนมากหน้าหลายตาเป็นปกติธรรมดา บางครั้งก็มีสาวๆ สวยๆ ผิวนวลผ่องใสมาใส่บาตร มองนิ้วมืออันเรียวงามดุจลำเทียน ผิวขาวเนียนก็สวยดี อารมณ์ของจิตหลวงปู่จึงเกิดสั่นไหว ท่านบอกว่าจิตมันคิดแส่ส่ายไปจนได้ “นี่เขาให้ข้าวกับเรายังไม่พออีก ยังจะเอาคนใส่บาตรอีกด้วย”

ขณะที่เดินกลับวัด หลวงปู่คิดพิจารณาไปตลอดทางเหมือนกับพิจารณาสิ่งที่เกิดขึ้นกับจิตว่า “นี่จิตเป็นอย่างไรกัน ถ้ายังพอใจอยู่ยังติดอยู่กับความสวย ติดในรูปภายนอกอยู่อีก เราก็จะไม่ไปบิณฑบาตทางนั้นอีก เพื่อเป็นการลงโทษตัวเองที่จิตยังเห็นคนอื่นสวยงามอยู่ จนกว่าเราจะพิจารณาว่าไม่เกิดอารมณ์”

หลวงปู่บุดดาจะแก้ไขที่ตัวท่านอย่างเอาจริงเอาจังตลอดเวลาพยายามมิให้อารมณ์ของจิตเฉไฉไปตามกิเลสที่มันคอยล่อคอยหลอก แม้แต่กับข้าวอาหารบางอย่าง ถ้ารู้สึกอร่อยลิ้น อยากฉันมากๆ ท่านก็จะงดเสียเป็นการทรมานตัวเองให้หลาบจำ

ในพรรษาแรกนี้ หลวงปู่บุดดาทุ่มเทให้กับการประพฤติปฏิบัติธรรมอย่างอุกฤษณ์ สิ่งที่ไม่เคยขาดคือ ทำวัตร สวดมนต์ ไหว้พระ ปฏิบัติธรรมกรรมฐาน พิจารณากรรมฐาน 5 ตามอุบายที่ครูบาอาจารย์มอบหมายสั่งสอนตั้งแต่แรก พร้อมกันนั้นก็เร่งกระทะความเพียรทั้งกลางวันและกลางคืน

ออกพรรษาแรกแล้ว….หลวงปู่บุดดาตัดสินใจออกจาริกธุดงค์แสวงหาสถานที่วิเวกเพื่อเจริญสมณธรรมตามอัธยาศัยรูปเดียว แม้ว่าขณะนั้นไม่มีร่มกลด มุ้งกลด ซึ่งเป็นบริขารจำเป็นของพระธุดงค์ ท่านก็ไม่สนใจ ความตั้งใจในเวลานั้นกล้าแข็งรุนแรงอย่างเอกอุ เมื่อตั้งใจแล้วก็ต้องไปให้ได้ ท่านจึงไปขออนุญาตพระอุปัชฌาจารย์ เมื่อได้รับอนุญาตแล้วก็ออกจากวัดเนินยาวพร้อมบริขารที่จำเป็น สำหรับร่มกลดก็ใช้ร่มธรรมดาแทน

บ้านเมืองสมัยนั้นยังอุดมด้วยป่าดงแมกไม้สมบูรณ์ เพียงแค่เลยพื้นที่ไร่นาก็เป็นป่าแล้ว การที่หลวงปู่บุดดาขาดแคลนมุ้งกลดก็เท่ากับว่า ท่านต้องผจญกับฝูงยุงและแมลงน้อยใหญ่อย่างหลีกเลี่ยงไม่พ้น แต่หลวงปู่มิได้คร้ามเกรงแม้แต่น้อย ท่านยอมอุทิศแล้วซึ่งเลือดพ้น แต่หลวงปู่มิได้คร้ามเกรงแม้แต่น้อย ท่านยอมอุทิศแล้วซึ่งเลือดเนื้อหรือแม้แต่ชีวิตได้โดยไม่หวั่นไหว เพียงเพื่อแลกกับโมกขธรรมอันสูงสุดเพียงประการเดียว

กรรมของอาตมา

ชีวิตที่เป็นมา

อาตมาเกิดที่ตำบลแม่ลา อำเภอนครหลวง จังหวัดพระนครศรีอยุธยา โยมพ่อมีโรงเลื่อย และเป็นพ่อค้าไม้ซุง โยมแม่ช่วยดูแลกิจการภายในโรงเลื่อย ฐานะครอบครัวเข้าขั้นมีอันจะกิน

อาตมาเกิดมาพร้อมกับความสุขสบายพอสมควรทีเดียว โยมทั้งสองท่านออกจะตามใจอาตมามากกว่าลูกคนอื่น ๆ เพราะเป็นลูกที่ท่านรักเอ็นดูเป็นพิเศษ การงานอะไรไม่ค่อยได้ทำเพราะมีคนไข้ทำให้เสร็จ

อายุได้ 10 ขวบ โยมแม่ได้ตายจากไป ทำให้อาตมารู้จักการสูญเสียอย่างรุนแรงเป็นครั้งแรก รู้สึกเกลียดกลัวความตายเหลือเกิน เมื่ออาตมาเรียนจบชั้นประถม โดยพ่อจึงส่งให้มาเรียนที่ตัวจังหวัดพระนครศรีอยุธยา

สมัยนั้นการเดินทางที่สะดวกที่สุดก็คือนั่งเรือแดงบรรทุกสินค้าเข้ามาที่ อยุธยา เรือผ่านอำเภอนครหลวงประมาณตี 4 กว่าจะถึงอยุธยาก็ร่วม 8 โมงเช้า โยมพ่อจึงฝากอาตมาอยู่กับพระที่วัดในตัวเมือง วันเสาร์อาทิตย์ถึงจะกลับไปอยู่บ้านที่แม่ลา

กลับไปอยู่บ้านก็ไม่มีอะไรทำเพราะเป็นเด็ก วันทั้งวันจึงเที่ยวตะลอน ๆ ไปกับเพื่อนรุ่นราวคราวเดียวกันที่ถูกคอ สิ่งที่อาตมาชอบเป็นที่สุดก็คือการยิงหนังสติ๊ก ตั้งแต่ยิงไม่แม่นจนเริ่มแม่นยำเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เป้าที่อาตมาใช้ประลองความแม่นยำคือ หนู นก กระรอก กระแต ขอให้สายตาเห็น ไม่เคยคิดเรื่องบาปกรรมอะไรทั้งนั้น และไม่เคยมีใครอบรมสั่งสอนให้อาตมาเกิดความเกรงกลัวบาป ไม่สำนึกและรับรู้เรื่องอกุศลใด ๆ ทั้งสิ้น

ต่อมาอาตมายิงแม่นอย่างหาตัวจับยาก และด้วยความผยองลำพองในฝีมือของตัวเองเวลาอาตมายิงสัตว์เล็ก ๆ เหล่านั้นจะเล็งยิงที่หัวอย่างเดียว นก กระรอก กระแต ถูกอาตมายิงกะโหลกกระจุยนับไม่ถ้วน กระรอกบางตัวถึงไม่ตายคาที่ แต่ลูกนัยตาจะทะลักออกมาห้อยร่องแร่งน่าเวทนา เพราะเจอลูกดินเหนียวอัดเต็มเหนี่ยว มันทรมานอยู่นานทีเดียวกว่าจะขาดใจตาย แต่อาตมาไม่มีความรู้สึกสงสารเวทนามันเลย

หลายตัวทุกข์ทรมานยิ่งกว่านั้น เพราะถูกอาตมายิงจนนัยน์ตาหลุดแต่ไม่ตาย อาตมาจะจับมันใส่ในกรงแล้วเอากรุงซุกใส่ตู้กับข้าวแอบยายไว้ เพราะกลัวยายเอาไปปล่อย ซุกซ่อนไว้จนถึงเวลาต้องไปเรียนหนังสือที่อยุธยา อาตมาเลยลืมสนิท กระรอก กระแตเคราะห์ร้ายตัวนั้นคงเจ็บปวดลูกตาและหิวโหยสุดขีด กว่ามันจะตายมันคงดิ้นรนกระเสือกกระสนอยู่ในกรงแคบ ๆ ด้วยความทุกข์ทรมานเหลือจะกล่าว

บางครั้งยายไปพบเข้า แกก็จะนำไปปล่อย แต่กระรอก กระแตนัยน์ตาบอดเสียแล้วมันจึงไปไหนไม่ถูก ได้แต่ซมซานไปตามยถากรรม หากไม่ถูกมดรุมกัดกินลูกตาซึ่งแหลกเหลว เป็นแผลหรือถูกพวกหมากัดขย้ำจนตาย มันก็ต้องตายเพราะหากินไม่ได้ในที่สุด

อาตมากระทำบาปเช่นนี้มาเรื่อย ไม่เคยสำนึกเอาเสียเลยว่านี่คือการสร้างกรรม กระทั่งโตเป็นหนุ่มจึงได้เลิกราไป เพราะมีเรื่องอื่นน่าสนุกน่าสนใจกว่า

อาตมาเรียนจบแล้วได้ไปเป็นครูประชาบาลที่บ้านป่าตาล ตำบลป่าหวาน จังหวัดลพบุรีในปี 2485

ตอนนั้นอายุยังไม่ครบบวช อาตมาก็เกิดชอบพอกับผู้หญิงคนหนึ่ง สวยขนาดเป็นเทพีประจำตำบลป่าหวาย อายุเขามากกว่าแต่ผู้หญิงก็ไม่รังเกียจ พ่อแม่และญาติทางฝ่ายเขาก็ไม่ขัดข้องหากจะแต่งงานกัน เมื่ออาตมานำเรื่องมาปรึกษาโยมพ่อ โยมพ่อกลับไม่ยอมให้แต่งงานเพราะยังไม่ได้บวช

ตอนนั้นอาตมาเพิ่งเป็นหนุ่ม กำลังห่ามไม่มีสติยั้งคิด เมื่อโยมพ่อทักท้วงห้ามปราบจึงโกรธมาก ไปตกลงกับผู้หญิงว่าจะพากันหนีไปอยู่ด้วยกันที่เชียงใหม่ ไม่บวชมันล่ะ นัดวันเรียบร้อยแล้วอาตมาก็เตรียมเก็บข้าวของที่จะเอาไปด้วยกัน

คืนนั้น อาตมาก็ฝันเห็นโยมแม่เป็นครั้งแรกหลังจากที่ท่านเสียชีวิตไปนานแล้ว ในฝันนั้นโยมแม่มาลอยวนรอบตัวอาตมาแล้วกล่าวกับอาตมาว่า “แม่ยังไม่ได้ไปเกิดนะลูก ถึงแม้ว่ากรรมของแม่จะไม่มี แต่แม่ก็ไปเกิดไม่ได้ แม่กำลังคอยให้ลูกบวช เพื่ออุทิศส่วนบุญส่วนกุศลให้ แม่จะได้ไปเกิดเสียที ลูกจะต้องบวชให้แม่นะ”

ตื่นขึ้นมาจำความฝันได้แม่นยำ อาตมาสำนึกได้ว่าตนเองไม่ผิดกับเป็นลูกอกตัญญูต่อแม่ เห็นผู้หญิงดีกว่าท่านถึงกับไม่ยอมบวชให้แม่ ยิ่งคิดก็ยิ่งละอายใจเหลือเกิน อาตมาจึงตัดสินใจไปพบผู้หญิงเลิกนัดหมายที่จะหนีไปอยู่ด้วยกัน บอกเขาตามตรงว่าขอบวชให้แม่ก่อน เขาก็ไม่ว่าอะไร

อาตมาเตรียมตัวที่จะบวช แต่ให้มีอุปสรรคขัดขวางไม่พร้อมจะลาบวชสักที เป็นอย่างนี้อยู่นานทีเดียว กระทั่งโยมแม่มาเข้าฝันอีกแล้วบอกกับอาตมาว่า

“ทำไมไม่บวชเสียทีล่ะ แม่เป็นห่วงลูก”

คราวนี้อาตมาตัดสินใจลาราชการเดินทางกลับบ้าน และบอกโยมพ่อว่า ตั้งใจจะมาบวชอุทิศส่วนกุศลให้โยมแม่ท่านก็ดีใจ บอกให้อาตมาไปอยู่วัดเพื่อฝึกท่องขานนาค อาตมาไปอยู่วัด ท่านสมภารให้อยู่กุฏิเป็นที่เก็บศพ กลิ่นศพลอยขึ้นมาตลอดเวลาจนทนไม่ไหว จึงขออนุญาตท่านสมภารไปอยู่ที่กุฏิไม้ท้ายป่าช้าซึ่งปล่อยว่างอยู่

วิญญาณแม่

อาตมาขนเข้าไปอยู่ที่กุฏินั้น รู้สึกปลอดโปร่งดีดีขึ้นแต่พอตกกลางคืนก็เจอกับเหตุการณ์ประหลาด ขณะอาตมากำลังนั่งท่องคำขานาคอยู่ ได้ยินเสียงเคาะข้างฝาด้านนอกเป็นจังหวะ อาตมานึกว่าลูกศิษย์มาแกล้ง จึงเคาะกระโถนตอบไปให้คนมาแกล้งรู้ตัวว่าอาตมารู้ทัน

เสียงเคาะข้างฝายังไม่หยุด คราวนี้อาตมาจึงย่องไปเปิดประตูกุฎิแล้วออกไปดู แต่ไม่เห็นมีใคร เดินดูรอบ ๆ กุฎิมีแต่ความเงียบ ไม่มีร่องรอยของผู้ใดจะแอบมาแกล้งอาตมาได้เลย

กลับเข้าไปในกุฎิ พอลงนั่งเท่านั้น ก็มีเสียงเคาะข้างฝาอีกคราวนี้อาตมาย่องไปเปิดกลอนหน้าต่างเตรียมไว้ พอได้ยินเสียงเคาะข้างฝา (ด้านเดียวกับที่มีหน้าต่าง) อาตมาจึงเปิดหน้าต่างพรวดออกไปทันที แล้วชะโงกหน้าออกไปดู กะว่าถ้ามีใครมาแกล้งต้องเห็นตัวแน่ น่าประหลาดที่ไม่มีใครเลย เพราะถ้ามีคนแอบมาเคาะข้างฝาล้อเล่นไม่มีทางหลบทันแน่

อาตมาขนลุกซู่ แน่ใจเลยว่าไม่มีใครมาแกล้งหรือล้อเล่นแน่ ๆ ถ้าอย่างนั้นเสียงที่ได้ยินเป็นเสียงจากฝีมือใครกันล่ะ? อาตมาไม่เคยกลัวผีก็เกิดกลัวคราวนี้แหละ

รีบเข้ามุ้งนอนเลยเชียว ทนนั่งอยู่คนเดียวไม่ไหวแล้ว นอนใจเต้นได้ครู่เดียว เอาอีกแล้วเสียงเคาะข้างฝาจังหวะเดิมเริ่มอีก อาตมาคิดวูบไปถึงโยมแม่ ท่านคงมาเตือนเราเสียละกระมังหรือโยมแม่อาจจะมาบอกให้อาตมาท่านได้รับรู้ แล้วที่อาตมากำลังจะบวชอุทิศส่วนกุศลให้ท่าน

อาตมาจึงรีบลุกขึ้น จุดธูป แล้วอธิษฐานในใจว่า หากวิญญาณของแม่ยังห่วงลูกจะด้วยเหตุผลใด ๆ ก็ตาม ลูกขอให้แม่สบายใจได้ ลูกจะบวชแน่นอนและจะอุทิศส่วนบุญส่วนกุศลให้แม่ทั้งหมด

ปักธูปแล้วอาตมาก็เข้านอน ปรากฎว่าไม่มีเสียงเคาะข้างฝาให้ได้ยินอีกเลยตราบกระทั่งรุ่งเช้า

อาตมาได้เข้าพิธีอุปสมบทที่วัดสระเกศ ตำบลแม่ลา บ้านเกิด เป็นพระภิกษุสมบูรณ์นับแต่นั้น ยังความปิติอิ่มใจแก่โยมพ่อและโยมยายเป็นอย่างยิ่ง

เมื่ออาตมาอยู่ในเพศสมณะ ได้ตั้งใจรักษาวัตรปฏิบัติตามพระธรรมวินัยโดยเคร่งครัด ที่เคยเป็นคนใจร้อนเอาแต่ใจตัวเองก็ค่อย ๆ ผ่อนคลายลงเป็นสงบเย็น

ที่วัดสระเกศ ตำบลแม่ลา ไม่มีพระอาจารย์กรรมฐานมาสอนให้ปฏิบัติเจริญภาวนา อาตมาจึงปฏิบัติเองโดยไม่ได้ขึ้นกรรมฐาน อาศัยแนวทางจากหนังสือธรรมะก็เริ่มทำสมาธิเจริญภาวนาคนเดียว รู้สึกว่ามีความสงบเพิ่มขึ้น จิตใจที่เคยวุ่นวายแส่ส่าย ก็ถูกรับลงอย่างได้ผล
เจ้ากรรมนายเวรตามเตือน

หลังจากบวชเป็นพระภิกษุ ได้ศึกษาพระธรรมคำสั่งสอนขององค์พระศาสดาพระสัมมาพุทธเจ้า ความสำนึกในกรรมที่ตัวเองก่อไว้ในวัยเด็ก ด้วยความคะนองลำพองใจทำให้อาตมารู้สึกเสียใจเป็นอย่างยิ่ง ที่ตัวเองหลงผิดไปถึงขนาดนั้น

ชีวิตของสัตว์ตัวเล็กน้อย พวกนก กระรอก กระแตที่ถูกอาตมาฆ่าทิ้ง ไม่ได้คิดจะเอามากิน ได้ตายไปนับไม่ถ้วนทีเดียว คิดได้ก็สายเสียแล้ว อาตมาเพิ่งรู้ว่ากรรมใด ๆ ก็ตามย่อมเป็นของตัวเองและต้องชดใช้ด้วยตัวเองเท่านั้น!!

ตอนนี้ทำได้ก็เพียงอุทิศส่วนบุญส่วนกุศลที่พยายามปฏิบัติภาวนาให้แก่ สัตว์ทั้งหลาย ซึ่งอาตมาสังหารเขา ทำให้เขาได้รับความทุกข์ทรมานเสียนักต่อนัก

มีอยู่ครั้งหนึ่ง อาตมามีกิจที่จะต้องไปกรุงเทพฯ ที่วัดสุทัศน์เทพวราราม อาตมาต้องเตรียมตัวตั้งแต่ก่อนตี 3 เพราะเรือจะเข้าเทียบท่าตอนตี 4 ลงจากกุฎิ ขณะนั้นท้องฟ้ายังมืดสนิท อาตมาก็เข้าโบสถ์ทำวัตรเข้าคนเดียวเพราะจะต้องออกเดินทางไปกรุงเทพฯ สวดมนต์ทำวัตรเสร็จอาตมาก็ออกมาจากโบสถ์ ทันใดนั้นมีนกสีดำตัวใหญ่บินถลาลงมาจากต้นไม้ใหญ่ข้างโบสถ์ แล้วพุ่งลงมาที่พื้นตรงหน้าอาตมา และมันก็นอนดิ้นอยู่ตรงนั้น

อาตมาสะดุ้งตกใจ ยอมรับว่าไม่แน่ใจว่าเป็นผีหรือเป็นนกธรรมดา นึกได้ว่าลืมไฟฉายไว้ในโบสถ์จึงย้อนกลับเปิดประตูโบสถ์อีกครั้ง พอเปิดประตูโบสถ์นกตัวนั้นกลับบินเฉียดอาตมาเข้าไปภายในโบสถ์ก่อน อาตมาหยิบไฟฉายได้จึงฉายไฟไปทั่วโบสถ์ เห็นนกสีดำตัวนั้นเกาะอยู่บนขื่อใต้หลังคาโบสถ์ มันจ้องนัยน์ตาสว่างวาวสู้แสงไฟฉายมองมาที่อาตมาเขม็ง

อาตมาเย็นเยือกอย่างบอกไม่ถูก คิดไปถึงตัวเองก่อกรรมไว้กับนก เคยฆ่าเขาตายมามากต่อมา เจ้ากรรมนายเวรเขาคงจะมาตามทวงหนี้เสียละกระมัง เลยยืนสงบจิตเเผ่เมตตา และขออโหสิกรรมแก่เขา แต่นกตัวนั้นก็ยังเกาะขื่อยินเฉย อาตมาจึงกลับออกมาจากโบสถ์

โยมแม่มาเตือน

มาถึงกรุงเทพฯ ทำธุระในกรุงเทพฯ จนเรียบร้อย แต่จิตใจหาความสงบไม่ได้ ตอนกลับจากกรุงเทพฯ ไปถึงอยุธยาและต้องต่อเรือที่แล่นรับ – ส่ง ระหว่างอยุธยากับตำบลแม่ลาด้วยความรีบร้อนทำให้ลืมย่ามทิ้งไว้ที่ท่าเรือ อยุธยากลับมาถึงวัดแล้วรู้สึกไม่สบายใจอย่างรุนแรง มันเหมือนกับแรงกรรมกำลังบีบคั้นให้ผ้าเหลืองร้อนรุ่มเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ

อาตมาตกอยู่ในสภาพที่เร่าร้อนทุรนทุรายจนคิดปลงตกว่าเมื่อหมดวาสนาที่จะ อยู่ในพระศาสนาแล้ว ก็ขอสึกออกไปรับกรรมที่เจ้ากรรมนายเวรไม่ยอมอโหสิกรรมให้หมด ๆ ไปเถิดหากฝืนใจห่มกายด้วยผ้ากาสาวพัสตร์ต่อไปรังแต่จะทำให้มัวหมองเสียเปล่า ๆ อาตมาจึงบอกความประสงค์ต่อท่านเจ้าอาวาส ขอลาสิกขาบทท่านก็ยอมสึกให้ในตอนเวลาใกล้จะย่ำรุ่ง

กลับคืนสู่เพศฆราวาสแล้ว อาตมาก็เข้าไปกราบพระประธานในโบสถ์ ขณะนั้นยังไม่สว่างท้องฟ้ามืดอยู่ อาตมานั่งอยู่หน้าพระประธานคนเดียว เกิดความอาลัยในเพศสมณะขึ้นมาจับจิตแทบน้ำตาร่วง ทันใดนั้นได้ยินเสียงผู้หญิงพูดว่า “พระ พระ พระ” ดังมาจากด้านนอกประตูโบสถ์

อาตมาหันไปดูก็ถึงกับตะลึง เพราะเห็นโยมแม่มาปรากฎร่างตรงหน้าประตูโบสถ์ (ด้านนอก) โยมมีใบหน้าสดใสแต่งกายด้วยเครื่องแต่งตัวงดงามเป็นประกายวูบวาบ พออาตมามองเห็นเต็มตาร่างของโยมแม่ก็หายวับไป

โยมแม่คงมีความเป็นห่วงใยอาตมา ท่านถึงได้ปรากฎร่างมาเตือนให้อาตมาอยู่ในเพศสมณะ ให้ยึดเหนี่ยวพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ไปจนชั่วชีวิต แต่สายไปเสียแล้ว อาตมาได้เปลื้องสังฆาติออกไปก่อนที่โยมจะมาเตือนสติ
ชีวิตในโลกีย์

อาตมาสึกออกมาแล้วก็ได้ประกอบอาชีพค้าขายและแต่งงานในเวลาต่อมา ธุรกิจเจริญรั่งเรืองจนมีฐานะมั่นคงพอสมควร และมีลูกหลายคน ซึ่งเขาก็เจริญวัยสมบูรณ์ดีทุกอย่าง

เมื่ออาตมามีอายุได้ 50 ปี ได้พบกับเพื่อเก่าซึ่งมีตำแหน่งเป็นหัวหน้าศาลอุธรณ์ ก็พูดคุยกันเรื่องชีวิตที่ต่อสู้ดิ้นรนในทางโลกอย่างน่าเหน็ดเหนื่อย เพื่อนบอกว่าหากเขาครบอายุราชการเกษียณเมื่อไร จะขอบวชไปจนตาย เพราะเขาเชื่อเรื่องกฎแห่งกรรม เชื่อในพระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า

คำพูดของเพื่อนทำให้อาตมาฉุกคิดขึ้นมาได้ คิดถึงตัวเองว่าอายุล่วงเข้าบั้นปลายของชีวิตแล้ว ลูก ๆ ก็เจริญเติบโตเป็นหลักฐานกันทุกคน สำหรับฐานะของครอบครัวสามารถดำรงอยู่ได้ไม่เดือดร้อน จึงเริ่มเกิดความเบื่อหน่ายในทางโลกมากขึ้นทุกที

แม้อาตมาเคยบวชมาแล้ว และปฏิบัติภาวนาเจริญสมาธิมาบ้าง แต่มิได้มีครูบาอาจารย์สอนกรรมฐานอย่างถูกต้อง คราวนี้อาตมาจึงปล่อยมือเรื่องธุรกิจการค้าให้ภรรยาและลูก ๆ ดำเนินงานแทน ตัวเองเดินทางไปปฏิบัติธรรมเจริญสมาธิภาวนาตามสำนักปฏิบัติธรรมหลายแห่ง ศึกษาเรื่องธรรมะอย่างเอาจริงเอาจัง

ขณะนั้นอาตมาเป็นความดันโลหิต ต้องกินยาระงับอาการตามกำหนดเวลาจะขาดไม่ได้ แต่ตอนนั้นอาตมากำลังทุ่มเทให้กับการปฏิบัติภาวนาอย่างหนัก จึงละเลยเรื่องยารักษาระดับความดันโลหิต

วันหนึ่ง ขณะที่อาตมานั่งเจริญสมาธิภาวนา จู่ ๆ ก็รู้สึกเจ็บแปลบตรงนัยน์ตาข้างขวา จึงใช้มือขยี้เพราะคิดว่าผงเข้าตา แต่ไม่ใช่ เพราะความเจ็บปวดมันยังคงอยู่ ลองเอามือปิดนัยน์ตาข้างที่ยังดีไว้ ปรากฎว่านัยน์ตาข้างเจ็บปวดมองอะไรไม่เห็นเลย

อาตมาคิดถึงกรรมที่ตัวเองเคยกระทำเอาไว้ นั่นคือยังหัวนก หัวกระรอก กระแต จนกะโหลกแตกตายคาที่ บางตัวถูกยิงจนตาปลิ้นตาถลน ได้รับทุกขเวทนาแสนสาหัสกว่ามันจะตาย นี่กระมังวิบากกรรมได้ตามมาสนองอาตมา

คิดเช่นนี้ น้ำตาก็ไหลอาบแก้มเมื่อไหร่ไม่รู้ตัว นึกปลงตกยอมรับสภาพกฎแห่งกรรมที่ตนเองหนีไม่พ้น

อาตมาไม่ใส่ใจใยดีกับนัยน์ตาที่พิการอย่างกระทันหัน คงมั่งมั่นปฏิบัติกรรมฐานต่อไปไม่หยุดยั้ง แต่นัยน์ตาข้างที่เหลือเกิดมีอาการผิดปกติขึ้นมาอีก มองเห็นอะไรฝ้าฟางไปหมด ซ้ำยังรู้สึกปวดกระบอกตาเหลือเกิน อาตมาจึงตัดสินใจไปโรงพยาบาลจุฬาฯ จักษุแพทย์ตรวจแล้วบอกว่าเส้นโลหิตในลูกตาแตก ท่านก็ให้ยามากิน

กินยาอยู่หลายวันอาการไม่ดีขึ้นเลย อาตมาจึงไปที่โรงพยาบาลศิริราช จักษุแพทย์ได้ตรวจนัยน์ตาอีก และอธิบายว่าจำเป็นต้องฉีดยาเข้าไปในลูกนัยน์ตา การฉีดยานี้จะเจ็บปวดมาก อาตมาบอกว่าทนได้ หมอจึงจัดการฉีดยาให้

พอหมอปักเข็มแล้วเดินยาเข้าไปในลูกตาเท่านั้น อาตมาแทบสิ้นสติด้วยความเจ็บปวดแสนสาหัส มันเป็นความเจ็บปวดอย่างที่ไม่เคยรู้สึกเช่นนี้มาก่อนในชีวิต

สิ่งที่อาตมาทำได้ขณะนั้น ก็คือภาวนา “พุทโธ” ไปเรื่อย ๆ ตราบกระทั่งหมอเดินยาหมดและถอนเข็มออก หมอสั่งให้อาตมานอนพักสักครู่เพื่อให้ความเจ็บปวดผ่อนคลายลง ขณะนอนบนเตียงพยาบาล อาตมาคิดถึงบาปกรรมตัวเองที่เคยยิงหัวนก หัวกระรอก กระแต และรู้แล้วว่าพวกสัตว์ตัวน้อย ๆ เหล่านั้นจะเจ็บปวดรวดร้าวสาหัสปานใด เพราะตัวเองเพิ่งได้รับรสชาติของความเจ็บปวดมาหยก ๆ มันเจ็บปวดแทบว่าจะขาดใจทีเดียว

เมื่อออกจากโรงพยาบาลศิริราช อาตมาก็ลงเรือข้ามฟากไปฝั่งท่าพระจันทร์ และเดินเข้าไปในวัดมหาธาตุ ทราบว่าที่คณะ 5 รับอบรมผู้สนใจการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน อาตมาจึงขอสมัครรับการอบรม โดยมีสามเณรมรกตเป็นผู้รับรองและได้ที่พักในกุฎิพระ เมื่อเข้ามาอยู่ในสถานอันวิเวกเป็นสัปปายะ จิตใจซึ่งร้อนรุ่มทุรนทุรายค่อย ๆ คลายลง ทำให้ฉุกคิดถึงความสงบเย็นในเพศสมณะที่ตนเคยอยู่มาแล้ว

อาตมานั่งปฏิบัติอยู่ที่วัดมหาธาตุด้วยความตั้งใจแน่วแน่ ขณะเดียวกันก็ต้อทนทุกข์ทรมานเหลือจะกล่าว เพราะปวดร้าวในกระบอกตาบ่อย ๆ นั่งไปปวดไปทำให้รำลึกถึงกรรมเป็นสติตลอดเวลา หลังจากคิดเรื่องบวชอย่างละเอียดรอบคอบแล้ว อาตมาจึงตั้งจิตอธิษฐานจะขอบวชอุทิศส่วนกุศลให้แก่เจ้ากรรมนายเวร อันได้แก่สัตว์ตัวน้อย ๆ ซึ่งอาตมาเคยทำร้ายเขา เคยฆ่าเขามามากมายไม่รู้ว่าเท่าไหร่
สู่ร่มกาสาวพัสตร์อีกครั้ง

อันที่จริง ผู้มีอายุสูงวัยขนาดอาตมาเวลานั้น พระอุปัชฌาย์ท่านมักจะไม่ยอมบวชให้ แต่ด้วยความเมตตากรุณาอันหาที่เปรียบมิได้ของพระเดชพระคุณท่านเจ้าคุณเทพฯ ท่านเจ้าอาวาสวัดมหาธาตุฯ อาตมาจึงได้บวชอีกครั้ง

ท่านเจ้าคุณเทพฯ ยังเมตตาส่งอาตมาไปปฏิบัติที่สำนักปฏิบัติธรรม มีท่านพระอาจารย์กาญจน์ กาญจโน เป็นผู้อบรม

Follow

Get every new post delivered to your Inbox.