
ชีวิตที่เป็นมา
อาตมาเกิดที่ตำบลแม่ลา อำเภอนครหลวง จังหวัดพระนครศรีอยุธยา โยมพ่อมีโรงเลื่อย และเป็นพ่อค้าไม้ซุง โยมแม่ช่วยดูแลกิจการภายในโรงเลื่อย ฐานะครอบครัวเข้าขั้นมีอันจะกิน
อาตมาเกิดมาพร้อมกับความสุขสบายพอสมควรทีเดียว โยมทั้งสองท่านออกจะตามใจอาตมามากกว่าลูกคนอื่น ๆ เพราะเป็นลูกที่ท่านรักเอ็นดูเป็นพิเศษ การงานอะไรไม่ค่อยได้ทำเพราะมีคนไข้ทำให้เสร็จ
อายุได้ 10 ขวบ โยมแม่ได้ตายจากไป ทำให้อาตมารู้จักการสูญเสียอย่างรุนแรงเป็นครั้งแรก รู้สึกเกลียดกลัวความตายเหลือเกิน เมื่ออาตมาเรียนจบชั้นประถม โดยพ่อจึงส่งให้มาเรียนที่ตัวจังหวัดพระนครศรีอยุธยา
สมัยนั้นการเดินทางที่สะดวกที่สุดก็คือนั่งเรือแดงบรรทุกสินค้าเข้ามาที่ อยุธยา เรือผ่านอำเภอนครหลวงประมาณตี 4 กว่าจะถึงอยุธยาก็ร่วม 8 โมงเช้า โยมพ่อจึงฝากอาตมาอยู่กับพระที่วัดในตัวเมือง วันเสาร์อาทิตย์ถึงจะกลับไปอยู่บ้านที่แม่ลา
กลับไปอยู่บ้านก็ไม่มีอะไรทำเพราะเป็นเด็ก วันทั้งวันจึงเที่ยวตะลอน ๆ ไปกับเพื่อนรุ่นราวคราวเดียวกันที่ถูกคอ สิ่งที่อาตมาชอบเป็นที่สุดก็คือการยิงหนังสติ๊ก ตั้งแต่ยิงไม่แม่นจนเริ่มแม่นยำเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เป้าที่อาตมาใช้ประลองความแม่นยำคือ หนู นก กระรอก กระแต ขอให้สายตาเห็น ไม่เคยคิดเรื่องบาปกรรมอะไรทั้งนั้น และไม่เคยมีใครอบรมสั่งสอนให้อาตมาเกิดความเกรงกลัวบาป ไม่สำนึกและรับรู้เรื่องอกุศลใด ๆ ทั้งสิ้น
ต่อมาอาตมายิงแม่นอย่างหาตัวจับยาก และด้วยความผยองลำพองในฝีมือของตัวเองเวลาอาตมายิงสัตว์เล็ก ๆ เหล่านั้นจะเล็งยิงที่หัวอย่างเดียว นก กระรอก กระแต ถูกอาตมายิงกะโหลกกระจุยนับไม่ถ้วน กระรอกบางตัวถึงไม่ตายคาที่ แต่ลูกนัยตาจะทะลักออกมาห้อยร่องแร่งน่าเวทนา เพราะเจอลูกดินเหนียวอัดเต็มเหนี่ยว มันทรมานอยู่นานทีเดียวกว่าจะขาดใจตาย แต่อาตมาไม่มีความรู้สึกสงสารเวทนามันเลย
หลายตัวทุกข์ทรมานยิ่งกว่านั้น เพราะถูกอาตมายิงจนนัยน์ตาหลุดแต่ไม่ตาย อาตมาจะจับมันใส่ในกรงแล้วเอากรุงซุกใส่ตู้กับข้าวแอบยายไว้ เพราะกลัวยายเอาไปปล่อย ซุกซ่อนไว้จนถึงเวลาต้องไปเรียนหนังสือที่อยุธยา อาตมาเลยลืมสนิท กระรอก กระแตเคราะห์ร้ายตัวนั้นคงเจ็บปวดลูกตาและหิวโหยสุดขีด กว่ามันจะตายมันคงดิ้นรนกระเสือกกระสนอยู่ในกรงแคบ ๆ ด้วยความทุกข์ทรมานเหลือจะกล่าว
บางครั้งยายไปพบเข้า แกก็จะนำไปปล่อย แต่กระรอก กระแตนัยน์ตาบอดเสียแล้วมันจึงไปไหนไม่ถูก ได้แต่ซมซานไปตามยถากรรม หากไม่ถูกมดรุมกัดกินลูกตาซึ่งแหลกเหลว เป็นแผลหรือถูกพวกหมากัดขย้ำจนตาย มันก็ต้องตายเพราะหากินไม่ได้ในที่สุด
อาตมากระทำบาปเช่นนี้มาเรื่อย ไม่เคยสำนึกเอาเสียเลยว่านี่คือการสร้างกรรม กระทั่งโตเป็นหนุ่มจึงได้เลิกราไป เพราะมีเรื่องอื่นน่าสนุกน่าสนใจกว่า
อาตมาเรียนจบแล้วได้ไปเป็นครูประชาบาลที่บ้านป่าตาล ตำบลป่าหวาน จังหวัดลพบุรีในปี 2485
ตอนนั้นอายุยังไม่ครบบวช อาตมาก็เกิดชอบพอกับผู้หญิงคนหนึ่ง สวยขนาดเป็นเทพีประจำตำบลป่าหวาย อายุเขามากกว่าแต่ผู้หญิงก็ไม่รังเกียจ พ่อแม่และญาติทางฝ่ายเขาก็ไม่ขัดข้องหากจะแต่งงานกัน เมื่ออาตมานำเรื่องมาปรึกษาโยมพ่อ โยมพ่อกลับไม่ยอมให้แต่งงานเพราะยังไม่ได้บวช
ตอนนั้นอาตมาเพิ่งเป็นหนุ่ม กำลังห่ามไม่มีสติยั้งคิด เมื่อโยมพ่อทักท้วงห้ามปราบจึงโกรธมาก ไปตกลงกับผู้หญิงว่าจะพากันหนีไปอยู่ด้วยกันที่เชียงใหม่ ไม่บวชมันล่ะ นัดวันเรียบร้อยแล้วอาตมาก็เตรียมเก็บข้าวของที่จะเอาไปด้วยกัน
คืนนั้น อาตมาก็ฝันเห็นโยมแม่เป็นครั้งแรกหลังจากที่ท่านเสียชีวิตไปนานแล้ว ในฝันนั้นโยมแม่มาลอยวนรอบตัวอาตมาแล้วกล่าวกับอาตมาว่า “แม่ยังไม่ได้ไปเกิดนะลูก ถึงแม้ว่ากรรมของแม่จะไม่มี แต่แม่ก็ไปเกิดไม่ได้ แม่กำลังคอยให้ลูกบวช เพื่ออุทิศส่วนบุญส่วนกุศลให้ แม่จะได้ไปเกิดเสียที ลูกจะต้องบวชให้แม่นะ”
ตื่นขึ้นมาจำความฝันได้แม่นยำ อาตมาสำนึกได้ว่าตนเองไม่ผิดกับเป็นลูกอกตัญญูต่อแม่ เห็นผู้หญิงดีกว่าท่านถึงกับไม่ยอมบวชให้แม่ ยิ่งคิดก็ยิ่งละอายใจเหลือเกิน อาตมาจึงตัดสินใจไปพบผู้หญิงเลิกนัดหมายที่จะหนีไปอยู่ด้วยกัน บอกเขาตามตรงว่าขอบวชให้แม่ก่อน เขาก็ไม่ว่าอะไร
อาตมาเตรียมตัวที่จะบวช แต่ให้มีอุปสรรคขัดขวางไม่พร้อมจะลาบวชสักที เป็นอย่างนี้อยู่นานทีเดียว กระทั่งโยมแม่มาเข้าฝันอีกแล้วบอกกับอาตมาว่า
“ทำไมไม่บวชเสียทีล่ะ แม่เป็นห่วงลูก”
คราวนี้อาตมาตัดสินใจลาราชการเดินทางกลับบ้าน และบอกโยมพ่อว่า ตั้งใจจะมาบวชอุทิศส่วนกุศลให้โยมแม่ท่านก็ดีใจ บอกให้อาตมาไปอยู่วัดเพื่อฝึกท่องขานนาค อาตมาไปอยู่วัด ท่านสมภารให้อยู่กุฏิเป็นที่เก็บศพ กลิ่นศพลอยขึ้นมาตลอดเวลาจนทนไม่ไหว จึงขออนุญาตท่านสมภารไปอยู่ที่กุฏิไม้ท้ายป่าช้าซึ่งปล่อยว่างอยู่
วิญญาณแม่
อาตมาขนเข้าไปอยู่ที่กุฏินั้น รู้สึกปลอดโปร่งดีดีขึ้นแต่พอตกกลางคืนก็เจอกับเหตุการณ์ประหลาด ขณะอาตมากำลังนั่งท่องคำขานาคอยู่ ได้ยินเสียงเคาะข้างฝาด้านนอกเป็นจังหวะ อาตมานึกว่าลูกศิษย์มาแกล้ง จึงเคาะกระโถนตอบไปให้คนมาแกล้งรู้ตัวว่าอาตมารู้ทัน
เสียงเคาะข้างฝายังไม่หยุด คราวนี้อาตมาจึงย่องไปเปิดประตูกุฎิแล้วออกไปดู แต่ไม่เห็นมีใคร เดินดูรอบ ๆ กุฎิมีแต่ความเงียบ ไม่มีร่องรอยของผู้ใดจะแอบมาแกล้งอาตมาได้เลย
กลับเข้าไปในกุฎิ พอลงนั่งเท่านั้น ก็มีเสียงเคาะข้างฝาอีกคราวนี้อาตมาย่องไปเปิดกลอนหน้าต่างเตรียมไว้ พอได้ยินเสียงเคาะข้างฝา (ด้านเดียวกับที่มีหน้าต่าง) อาตมาจึงเปิดหน้าต่างพรวดออกไปทันที แล้วชะโงกหน้าออกไปดู กะว่าถ้ามีใครมาแกล้งต้องเห็นตัวแน่ น่าประหลาดที่ไม่มีใครเลย เพราะถ้ามีคนแอบมาเคาะข้างฝาล้อเล่นไม่มีทางหลบทันแน่
อาตมาขนลุกซู่ แน่ใจเลยว่าไม่มีใครมาแกล้งหรือล้อเล่นแน่ ๆ ถ้าอย่างนั้นเสียงที่ได้ยินเป็นเสียงจากฝีมือใครกันล่ะ? อาตมาไม่เคยกลัวผีก็เกิดกลัวคราวนี้แหละ
รีบเข้ามุ้งนอนเลยเชียว ทนนั่งอยู่คนเดียวไม่ไหวแล้ว นอนใจเต้นได้ครู่เดียว เอาอีกแล้วเสียงเคาะข้างฝาจังหวะเดิมเริ่มอีก อาตมาคิดวูบไปถึงโยมแม่ ท่านคงมาเตือนเราเสียละกระมังหรือโยมแม่อาจจะมาบอกให้อาตมาท่านได้รับรู้ แล้วที่อาตมากำลังจะบวชอุทิศส่วนกุศลให้ท่าน
อาตมาจึงรีบลุกขึ้น จุดธูป แล้วอธิษฐานในใจว่า หากวิญญาณของแม่ยังห่วงลูกจะด้วยเหตุผลใด ๆ ก็ตาม ลูกขอให้แม่สบายใจได้ ลูกจะบวชแน่นอนและจะอุทิศส่วนบุญส่วนกุศลให้แม่ทั้งหมด
ปักธูปแล้วอาตมาก็เข้านอน ปรากฎว่าไม่มีเสียงเคาะข้างฝาให้ได้ยินอีกเลยตราบกระทั่งรุ่งเช้า
อาตมาได้เข้าพิธีอุปสมบทที่วัดสระเกศ ตำบลแม่ลา บ้านเกิด เป็นพระภิกษุสมบูรณ์นับแต่นั้น ยังความปิติอิ่มใจแก่โยมพ่อและโยมยายเป็นอย่างยิ่ง
เมื่ออาตมาอยู่ในเพศสมณะ ได้ตั้งใจรักษาวัตรปฏิบัติตามพระธรรมวินัยโดยเคร่งครัด ที่เคยเป็นคนใจร้อนเอาแต่ใจตัวเองก็ค่อย ๆ ผ่อนคลายลงเป็นสงบเย็น
ที่วัดสระเกศ ตำบลแม่ลา ไม่มีพระอาจารย์กรรมฐานมาสอนให้ปฏิบัติเจริญภาวนา อาตมาจึงปฏิบัติเองโดยไม่ได้ขึ้นกรรมฐาน อาศัยแนวทางจากหนังสือธรรมะก็เริ่มทำสมาธิเจริญภาวนาคนเดียว รู้สึกว่ามีความสงบเพิ่มขึ้น จิตใจที่เคยวุ่นวายแส่ส่าย ก็ถูกรับลงอย่างได้ผล
เจ้ากรรมนายเวรตามเตือน
หลังจากบวชเป็นพระภิกษุ ได้ศึกษาพระธรรมคำสั่งสอนขององค์พระศาสดาพระสัมมาพุทธเจ้า ความสำนึกในกรรมที่ตัวเองก่อไว้ในวัยเด็ก ด้วยความคะนองลำพองใจทำให้อาตมารู้สึกเสียใจเป็นอย่างยิ่ง ที่ตัวเองหลงผิดไปถึงขนาดนั้น
ชีวิตของสัตว์ตัวเล็กน้อย พวกนก กระรอก กระแตที่ถูกอาตมาฆ่าทิ้ง ไม่ได้คิดจะเอามากิน ได้ตายไปนับไม่ถ้วนทีเดียว คิดได้ก็สายเสียแล้ว อาตมาเพิ่งรู้ว่ากรรมใด ๆ ก็ตามย่อมเป็นของตัวเองและต้องชดใช้ด้วยตัวเองเท่านั้น!!
ตอนนี้ทำได้ก็เพียงอุทิศส่วนบุญส่วนกุศลที่พยายามปฏิบัติภาวนาให้แก่ สัตว์ทั้งหลาย ซึ่งอาตมาสังหารเขา ทำให้เขาได้รับความทุกข์ทรมานเสียนักต่อนัก
มีอยู่ครั้งหนึ่ง อาตมามีกิจที่จะต้องไปกรุงเทพฯ ที่วัดสุทัศน์เทพวราราม อาตมาต้องเตรียมตัวตั้งแต่ก่อนตี 3 เพราะเรือจะเข้าเทียบท่าตอนตี 4 ลงจากกุฎิ ขณะนั้นท้องฟ้ายังมืดสนิท อาตมาก็เข้าโบสถ์ทำวัตรเข้าคนเดียวเพราะจะต้องออกเดินทางไปกรุงเทพฯ สวดมนต์ทำวัตรเสร็จอาตมาก็ออกมาจากโบสถ์ ทันใดนั้นมีนกสีดำตัวใหญ่บินถลาลงมาจากต้นไม้ใหญ่ข้างโบสถ์ แล้วพุ่งลงมาที่พื้นตรงหน้าอาตมา และมันก็นอนดิ้นอยู่ตรงนั้น
อาตมาสะดุ้งตกใจ ยอมรับว่าไม่แน่ใจว่าเป็นผีหรือเป็นนกธรรมดา นึกได้ว่าลืมไฟฉายไว้ในโบสถ์จึงย้อนกลับเปิดประตูโบสถ์อีกครั้ง พอเปิดประตูโบสถ์นกตัวนั้นกลับบินเฉียดอาตมาเข้าไปภายในโบสถ์ก่อน อาตมาหยิบไฟฉายได้จึงฉายไฟไปทั่วโบสถ์ เห็นนกสีดำตัวนั้นเกาะอยู่บนขื่อใต้หลังคาโบสถ์ มันจ้องนัยน์ตาสว่างวาวสู้แสงไฟฉายมองมาที่อาตมาเขม็ง
อาตมาเย็นเยือกอย่างบอกไม่ถูก คิดไปถึงตัวเองก่อกรรมไว้กับนก เคยฆ่าเขาตายมามากต่อมา เจ้ากรรมนายเวรเขาคงจะมาตามทวงหนี้เสียละกระมัง เลยยืนสงบจิตเเผ่เมตตา และขออโหสิกรรมแก่เขา แต่นกตัวนั้นก็ยังเกาะขื่อยินเฉย อาตมาจึงกลับออกมาจากโบสถ์
โยมแม่มาเตือน
มาถึงกรุงเทพฯ ทำธุระในกรุงเทพฯ จนเรียบร้อย แต่จิตใจหาความสงบไม่ได้ ตอนกลับจากกรุงเทพฯ ไปถึงอยุธยาและต้องต่อเรือที่แล่นรับ – ส่ง ระหว่างอยุธยากับตำบลแม่ลาด้วยความรีบร้อนทำให้ลืมย่ามทิ้งไว้ที่ท่าเรือ อยุธยากลับมาถึงวัดแล้วรู้สึกไม่สบายใจอย่างรุนแรง มันเหมือนกับแรงกรรมกำลังบีบคั้นให้ผ้าเหลืองร้อนรุ่มเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ
อาตมาตกอยู่ในสภาพที่เร่าร้อนทุรนทุรายจนคิดปลงตกว่าเมื่อหมดวาสนาที่จะ อยู่ในพระศาสนาแล้ว ก็ขอสึกออกไปรับกรรมที่เจ้ากรรมนายเวรไม่ยอมอโหสิกรรมให้หมด ๆ ไปเถิดหากฝืนใจห่มกายด้วยผ้ากาสาวพัสตร์ต่อไปรังแต่จะทำให้มัวหมองเสียเปล่า ๆ อาตมาจึงบอกความประสงค์ต่อท่านเจ้าอาวาส ขอลาสิกขาบทท่านก็ยอมสึกให้ในตอนเวลาใกล้จะย่ำรุ่ง
กลับคืนสู่เพศฆราวาสแล้ว อาตมาก็เข้าไปกราบพระประธานในโบสถ์ ขณะนั้นยังไม่สว่างท้องฟ้ามืดอยู่ อาตมานั่งอยู่หน้าพระประธานคนเดียว เกิดความอาลัยในเพศสมณะขึ้นมาจับจิตแทบน้ำตาร่วง ทันใดนั้นได้ยินเสียงผู้หญิงพูดว่า “พระ พระ พระ” ดังมาจากด้านนอกประตูโบสถ์
อาตมาหันไปดูก็ถึงกับตะลึง เพราะเห็นโยมแม่มาปรากฎร่างตรงหน้าประตูโบสถ์ (ด้านนอก) โยมมีใบหน้าสดใสแต่งกายด้วยเครื่องแต่งตัวงดงามเป็นประกายวูบวาบ พออาตมามองเห็นเต็มตาร่างของโยมแม่ก็หายวับไป
โยมแม่คงมีความเป็นห่วงใยอาตมา ท่านถึงได้ปรากฎร่างมาเตือนให้อาตมาอยู่ในเพศสมณะ ให้ยึดเหนี่ยวพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ไปจนชั่วชีวิต แต่สายไปเสียแล้ว อาตมาได้เปลื้องสังฆาติออกไปก่อนที่โยมจะมาเตือนสติ
ชีวิตในโลกีย์
อาตมาสึกออกมาแล้วก็ได้ประกอบอาชีพค้าขายและแต่งงานในเวลาต่อมา ธุรกิจเจริญรั่งเรืองจนมีฐานะมั่นคงพอสมควร และมีลูกหลายคน ซึ่งเขาก็เจริญวัยสมบูรณ์ดีทุกอย่าง
เมื่ออาตมามีอายุได้ 50 ปี ได้พบกับเพื่อเก่าซึ่งมีตำแหน่งเป็นหัวหน้าศาลอุธรณ์ ก็พูดคุยกันเรื่องชีวิตที่ต่อสู้ดิ้นรนในทางโลกอย่างน่าเหน็ดเหนื่อย เพื่อนบอกว่าหากเขาครบอายุราชการเกษียณเมื่อไร จะขอบวชไปจนตาย เพราะเขาเชื่อเรื่องกฎแห่งกรรม เชื่อในพระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า
คำพูดของเพื่อนทำให้อาตมาฉุกคิดขึ้นมาได้ คิดถึงตัวเองว่าอายุล่วงเข้าบั้นปลายของชีวิตแล้ว ลูก ๆ ก็เจริญเติบโตเป็นหลักฐานกันทุกคน สำหรับฐานะของครอบครัวสามารถดำรงอยู่ได้ไม่เดือดร้อน จึงเริ่มเกิดความเบื่อหน่ายในทางโลกมากขึ้นทุกที
แม้อาตมาเคยบวชมาแล้ว และปฏิบัติภาวนาเจริญสมาธิมาบ้าง แต่มิได้มีครูบาอาจารย์สอนกรรมฐานอย่างถูกต้อง คราวนี้อาตมาจึงปล่อยมือเรื่องธุรกิจการค้าให้ภรรยาและลูก ๆ ดำเนินงานแทน ตัวเองเดินทางไปปฏิบัติธรรมเจริญสมาธิภาวนาตามสำนักปฏิบัติธรรมหลายแห่ง ศึกษาเรื่องธรรมะอย่างเอาจริงเอาจัง
ขณะนั้นอาตมาเป็นความดันโลหิต ต้องกินยาระงับอาการตามกำหนดเวลาจะขาดไม่ได้ แต่ตอนนั้นอาตมากำลังทุ่มเทให้กับการปฏิบัติภาวนาอย่างหนัก จึงละเลยเรื่องยารักษาระดับความดันโลหิต
วันหนึ่ง ขณะที่อาตมานั่งเจริญสมาธิภาวนา จู่ ๆ ก็รู้สึกเจ็บแปลบตรงนัยน์ตาข้างขวา จึงใช้มือขยี้เพราะคิดว่าผงเข้าตา แต่ไม่ใช่ เพราะความเจ็บปวดมันยังคงอยู่ ลองเอามือปิดนัยน์ตาข้างที่ยังดีไว้ ปรากฎว่านัยน์ตาข้างเจ็บปวดมองอะไรไม่เห็นเลย
อาตมาคิดถึงกรรมที่ตัวเองเคยกระทำเอาไว้ นั่นคือยังหัวนก หัวกระรอก กระแต จนกะโหลกแตกตายคาที่ บางตัวถูกยิงจนตาปลิ้นตาถลน ได้รับทุกขเวทนาแสนสาหัสกว่ามันจะตาย นี่กระมังวิบากกรรมได้ตามมาสนองอาตมา
คิดเช่นนี้ น้ำตาก็ไหลอาบแก้มเมื่อไหร่ไม่รู้ตัว นึกปลงตกยอมรับสภาพกฎแห่งกรรมที่ตนเองหนีไม่พ้น
อาตมาไม่ใส่ใจใยดีกับนัยน์ตาที่พิการอย่างกระทันหัน คงมั่งมั่นปฏิบัติกรรมฐานต่อไปไม่หยุดยั้ง แต่นัยน์ตาข้างที่เหลือเกิดมีอาการผิดปกติขึ้นมาอีก มองเห็นอะไรฝ้าฟางไปหมด ซ้ำยังรู้สึกปวดกระบอกตาเหลือเกิน อาตมาจึงตัดสินใจไปโรงพยาบาลจุฬาฯ จักษุแพทย์ตรวจแล้วบอกว่าเส้นโลหิตในลูกตาแตก ท่านก็ให้ยามากิน
กินยาอยู่หลายวันอาการไม่ดีขึ้นเลย อาตมาจึงไปที่โรงพยาบาลศิริราช จักษุแพทย์ได้ตรวจนัยน์ตาอีก และอธิบายว่าจำเป็นต้องฉีดยาเข้าไปในลูกนัยน์ตา การฉีดยานี้จะเจ็บปวดมาก อาตมาบอกว่าทนได้ หมอจึงจัดการฉีดยาให้
พอหมอปักเข็มแล้วเดินยาเข้าไปในลูกตาเท่านั้น อาตมาแทบสิ้นสติด้วยความเจ็บปวดแสนสาหัส มันเป็นความเจ็บปวดอย่างที่ไม่เคยรู้สึกเช่นนี้มาก่อนในชีวิต
สิ่งที่อาตมาทำได้ขณะนั้น ก็คือภาวนา “พุทโธ” ไปเรื่อย ๆ ตราบกระทั่งหมอเดินยาหมดและถอนเข็มออก หมอสั่งให้อาตมานอนพักสักครู่เพื่อให้ความเจ็บปวดผ่อนคลายลง ขณะนอนบนเตียงพยาบาล อาตมาคิดถึงบาปกรรมตัวเองที่เคยยิงหัวนก หัวกระรอก กระแต และรู้แล้วว่าพวกสัตว์ตัวน้อย ๆ เหล่านั้นจะเจ็บปวดรวดร้าวสาหัสปานใด เพราะตัวเองเพิ่งได้รับรสชาติของความเจ็บปวดมาหยก ๆ มันเจ็บปวดแทบว่าจะขาดใจทีเดียว
เมื่อออกจากโรงพยาบาลศิริราช อาตมาก็ลงเรือข้ามฟากไปฝั่งท่าพระจันทร์ และเดินเข้าไปในวัดมหาธาตุ ทราบว่าที่คณะ 5 รับอบรมผู้สนใจการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน อาตมาจึงขอสมัครรับการอบรม โดยมีสามเณรมรกตเป็นผู้รับรองและได้ที่พักในกุฎิพระ เมื่อเข้ามาอยู่ในสถานอันวิเวกเป็นสัปปายะ จิตใจซึ่งร้อนรุ่มทุรนทุรายค่อย ๆ คลายลง ทำให้ฉุกคิดถึงความสงบเย็นในเพศสมณะที่ตนเคยอยู่มาแล้ว
อาตมานั่งปฏิบัติอยู่ที่วัดมหาธาตุด้วยความตั้งใจแน่วแน่ ขณะเดียวกันก็ต้อทนทุกข์ทรมานเหลือจะกล่าว เพราะปวดร้าวในกระบอกตาบ่อย ๆ นั่งไปปวดไปทำให้รำลึกถึงกรรมเป็นสติตลอดเวลา หลังจากคิดเรื่องบวชอย่างละเอียดรอบคอบแล้ว อาตมาจึงตั้งจิตอธิษฐานจะขอบวชอุทิศส่วนกุศลให้แก่เจ้ากรรมนายเวร อันได้แก่สัตว์ตัวน้อย ๆ ซึ่งอาตมาเคยทำร้ายเขา เคยฆ่าเขามามากมายไม่รู้ว่าเท่าไหร่
สู่ร่มกาสาวพัสตร์อีกครั้ง
อันที่จริง ผู้มีอายุสูงวัยขนาดอาตมาเวลานั้น พระอุปัชฌาย์ท่านมักจะไม่ยอมบวชให้ แต่ด้วยความเมตตากรุณาอันหาที่เปรียบมิได้ของพระเดชพระคุณท่านเจ้าคุณเทพฯ ท่านเจ้าอาวาสวัดมหาธาตุฯ อาตมาจึงได้บวชอีกครั้ง
ท่านเจ้าคุณเทพฯ ยังเมตตาส่งอาตมาไปปฏิบัติที่สำนักปฏิบัติธรรม มีท่านพระอาจารย์กาญจน์ กาญจโน เป็นผู้อบรม