เพื่อกำลังใจ : เรื่องราวสร้างกำลังใจดีๆ จาก ‘ทนง ‘

จากวิกฤตมากมายที่กำลังเกิดขึ้น…
หลายคนอาจกำลังรู้สึกว่า ตนเองเกิดมาโชคร้าย…
หรือกำลังประสพกับสิ่งที่แย่กว่าใครหลายคน…
ผิดหวังแล้ว ผิดหวังอีก…
ล้มเหลวแล้ว ล้มเหลวอีก…

วันนี้ผมอยากให้ลองอ่านเรื่องของชายธรรมดาคนหนึ่ง
ที่อาจเรียกได้ว่าเกิดมาพร้อมกับช่วงชีวิตที่ขาดทุนติดลบทางกายภาพ
ด้วยอวัยวะที่ไม่สามารถใช้งานได้เช่นคนปกติทั่วๆ ไปอย่างเราๆ
แต่หัวใจของเค้านั้น…
อาจสมบูรณ์และแข็งแรงยิ่งกว่าคนปกติอีกหลายคน…

หลาย ๆ คนเคยพูดว่า การที่คุณได้เกิดมามีอวัยวะครบ 32 ประการถือว่าเป็นเรืองโชคดีแล้ว
แต่จะโชคดีกว่านั้นหากคุณสามารถรักษามันไว้ได้ตราบจนมันหมดหน้าที่ของมันไป
พร้อมกับลมหายใจของคุณ และหากคุณไม่สามารถรักษามันไว้ได้หละ
มันก็ไม่ใช่อุปสรรค์ที่จะทำให้คุณมีชีวิตอยู่บนโลกนี้ไม่ได้
จริงอยู่มันอาจจะยากกว่าเก่าสักหน่อย แต่มันก็ไม่อยากเกินไปสำหรับความตั้งใจ
ความพยายามที่จะใช้ชีวิตให้ได้เหมือนคนปกติ

เช่นชีวิตอของชายผู้นี้ “ทนง โคตรชมภู” ที่ธรรมชาติให้อวัยวะมาครบ 32
แต่กลับเอาคืนไปเร็วกว่าคนอื่น อายุ 12 ปี เริ่มมีอาการ อายุ 18 ปี ขาทั้งสองข้างหยุดทำงาน
อายุ 25 ปี แขนทั้งสองข้างจากไปอย่างถาวร ปัจจุบันร่างกายใช้งานได้เพียง 10 เปอร์เซ็นต์

ในวัยเด็ก ‘ทนง’ มีชีวิตที่สวยงามร่างกายที่ครบสามสิบสอง เป็นนักเรียนกีฬาดีเด่น
ที่หมอดูเคยบอกว่า เขาจะเป็นคนที่ครอบครัวได้พึ่งพา โดยเฉพาะแม่ที่เขาจะดูแลไม่ให้ต้องลำบาก
หากแต่ความจริงไม่ได้ง่ายดายและสวยงามดังคำทำนาย
ในวันที่ธรรมชาติเอาคืนหากหัวใจของทนงไม่เข้มแข็งพอ
วันนี้คนไทยทั้งประเทศอาจไม่ได้รู้จัก “ทนง โคตรชมภู”

เชื่อว่า เรื่องราวของเขาจะเป็นแรงบันดาลใจให้กับการต่อสู้ของทุกชีวิตบนโลกนี้
ให้ได้ตระหนักในศักดิ์ศรีและศักยภาพของความเป็นคน

ชายหนุ่ม มาพร้อมกับรอยยิ้มอบอุ่น พยักหน้าน้อย ๆ ต้อนรับผู้ไปเยือน
เขาไม่ได้ยะโส หรือถือตัว เกินกว่าที่จะยกมือขึ้นมารับไหว้
เพียงแต่ว่า 2 มือคู่นั้นปราศจากเรี่ยวแรงเกินกว่าที่จะยกขึ้นมาทำอะไรได้
ไม่ต่างกับเท้าเล็กลีบทั้ง 2 ข้าง ที่ไม่ถูกใช้งานมานานเกือบ 30 ปี แล้วเช่นกัน
น่าแปลกใจว่า ดวงตาของเขายังเปล่งประกาย
ไม่มีวีแววถดถอย หรือท้อแท้ใดๆ ปรากฏออกมาให้เห็นเลย

“ขอโทษที่มาช้า” เขาบอกเสียงแผ่วเบา

“ไม่ค่อยชินกับอากาศในกรุงเทพฯ เป็นหวัดนิดหน่อย คนบ้านนอกก็ยังงี้แหละ”
พูดจบก็หัวเราะ คนฟังหัวเราะตาม

เราเริ่มหัวข้อสนทนากับ ทนง โคตรชมภู ศิลปินผู้พิการทั้งมือและเท้า
ซึ่งต้องนั่งอยู่บนรถเข็นตลอดเวลา ว่าด้วยเรื่องของดินฟ้าอากาศ
และตามมาด้วยเรื่องอื่นๆ อีกมากมาย

น่าแปลกใจว่าน้ำเสียงเขาแจ่มใส และคุยสนุก
ชายผู้นี้ยังเป็นเจ้าของผลงานทางศิลปะที่ทรงคุณค่า
เป็นที่ยอมรับของทุกผู้คนที่พบเห็น ยิ่งผู้คนเหล่านั้นได้รู้ถึงที่มาที่ไปว่า
ภาพทุกภาพบนผืนผ้าใบของเขาเป็นการวาดโดยใช้ปากคาบดินสอและพู่กัน
แทนการใช้มือแบบคนปกติทั่วไป ยิ่งเพิ่มความประทับใจในรูปภาพนั้นมากยิ่งขึ้น

“อาจารย์ใช้ชีวิตให้เป็นปกติและมีความสุขได้ยังไงเนี่ย” เธอถามแบบทึ่งๆ

เขายิ้มกลับมาเป็นปฐมคำตอบ ก่อนจะบอกว่า หลายๆ คนคิดว่า
เขาเอาศิลปะมาย้อมใจเพื่อให้ชีวิตดำรงอยู่ได้ภายใต้ร่างกายอันพิการนี้
แต่ความจริงแล้วไม่ได้เป็นอย่างนั้นเลย

“ผมชอบและผูกพันกับศิลปะมา ตั้งแต่ร่างกายแขนขายังเป็นปกติ
ตั้งแต่เรียน ป.๑ ครั้งที่เริ่มเรียนวิชาวาดรูป ได้รับคำชมจากครูว่าวาดรูปดี
แม้เป็นเพียงคำชมเล็กๆ แต่คำคำนั้นมันยิ่งใหญ่สำหรับเด็กบ้านนอกอย่างผมมาก”

จากคำชมของครูที่เหมือนน้ำทิพย์กระตุ้นความกระตือรือร้นให้ไฝ่รู้เรื่องศิลปะมากขึ้น
เป็นเหตุให้เด็กชายทนงในขณะนั้นมีฝีมือการวาดรูปก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว
และครูก็จะคอยส่งเสริมโดยให้เขาเป็นลูกมือในการทำสื่อการสอนที่ต้องใช้รูปภาพเป็นส่วนประกอบเสมอ

วิบากกรรมวาระแรกเกิดขึ้นกับเขาตอนอายุ 12 ขวบ กำลังจะเรียนจบชั้น ป.6 เขาเล่าว่า
ตอนนั้นรู้สึกขาไม่มีแรงเอาเสียเลย จะก้าวไปไหนแต่ละย่างรู้สึกทรมานมาก ไปหาหมอ
หมอบอกว่าขาดสารอาหาร และแนะนำว่าต้องออกกำลังกายมากๆ เพื่อให้กล้ามเนื้อแข็งแรง
แต่ตอนหลังเพิ่งจะรู้ว่าคนป่วยเป็นโรคกล้ามเนื้อสลายตัวแบบเขาต้องพักผ่อนเยอะๆ
และห้ามออกแรง

อาจารย์ทนง บอกว่า ครั้งหนึ่งไม่มีใครอยู่บ้าน เขาพยายามเดินเพื่อจะออกกำลังตามที่หมอแนะนำ
แต่ก็ไม่ได้ผลเดินแล้วล้ม เดินแล้วก็ล้ม

“รู้เลยว่าก้าวย่างที่หลังบ้านในตอนนั้นเป็นการก้าวย่างสุดท้ายของผมเอง”
เขาบอกเสียงแผ่วเบาลง

เมื่อเดินไม่ได้ เด็กชายทนงก็ไม่สามารถไปโรงเรียนได้เหมือนเด็กทั่วไป
แต่แม้จะหยุดอยู่บ้านเขาก็ไม่เคยละเลยที่จะฝึกฝนเรื่องการวาดภาพ
และเรียนหนังสือด้วยตัวเองที่บ้าน
ซึ่งถือเป็นโชคดีของเขาเป็นที่สุดที่ทั้งพ่อแม่ น้องชายและน้องสาวของเขา
ตลอดจนครูศิลปะที่โรงเรียนชุมชนบ้านถ่อน ช่วยเป็นกำลังใจ
และสนับสนุนให้การเรียนรู้ และเรื่องการวาดรูปอย่างเต็มที่

“ตอนนั้นครูที่โรงเรียนก็ยังมาขอให้ช่วยวาดรูปเพื่อเป็นสื่อการเรียนการสอนให้เด็กรุ่นน้อง
มีค่าตอบแทนให้ด้วย เป็นกำลังใจที่ยิ่งใหญ่สำหรับผม
รายได้จากตรงนี้สามารถช่วยจุนเจือครอบครัวยากจนของเราด้วย”

เขามองออกไปนอกอาคาร แล้วบอกว่า
เหนือกำลังใจอื่นใดที่มีกับชีวิตเล็กๆในช่วงเวลานั้น ไม่อาจเทียบเท่าสิ่งที่ผู้เป็นแม่ของเขามีให้ได้
เพราะแม่เป็นผู้หญิงคนเดียวที่สนับสนุนเขาไม่เคยขาดในเรื่องการเรียนรู้เกี่ยวกับศิลปะ

“ครอบครัวเรายากจนก็จริง แต่เรื่องกำลังใจเราไม่เคยขาดแคลนที่จะมีให้กันและกัน
วันหนึ่งแม่ผมออกไปหาเห็ดในป่าเขาเห็นเห็ดดอกหนึ่งขึ้นบนโคนไม้
แทนที่จะเก็บมาเฉพาะเห็ด กลับแบกไม้นั้นมาทั้งท่อนซึ่งหนักมาก
กลับมาถึงบ้านเอามาให้ผมแล้วบอกว่า มันสวย
อยากให้ผมวาดรูปดอกเห็ดที่ขึ้นบนโคนไม้โคนนี้
ผมฟังแล้วอึ้งมาก ตั้งใจวาดภาพนั้นมากที่สุดในชีวิต
ขณะที่วาดคิดอยู่เสมอว่ามีสายตาของแม่มองอยู่ด้วยความชื่นชมและให้กำลังใจ”
เขาบอกน้ำรื้นดวงตา

เหมือนเคราะห์ซ้ำ เพราะอีกไม่นานหลังจากนั้น แขนที่เคยมีแรงวาดรูปเริ่มมีอาการเดียวกับขา
คือไม่มีเรี่ยวแรง จะหยิบจะจับอะไรแต่ละครั้งต้องใช้กำลังมหาศาล และเหนื่อยแทบขาดใจ
ไปหาหมอ หมอบอกว่าเป็นโรคเดิม
นั่นหมายความว่าเขาจะกลายเป็นคนพิการเต็มรูปแบบทั้งแขนและขาใช้การไม่ได้
ช่วยเหลืออะไรตัวเองไม่ได้เลย

แล้วรู้สึกว่าต้องสู้อีกครั้งได้ยังไงตอนนั้น คู่สนทนา กลั้นใจถามเบาๆ
“ผมก็ซึมอยู่หลายวัน รู้สึกว่าประตูชีวิตถูกปิดตาย ทั้งๆ ที่ผมยังมีชีวิตอยู่” เขาสารภาพ

“แต่เหมือนชะตาลิขิต เพราะค่ำวันหนึ่งผมเผอิญนึกได้ว่าเคยอ่านหนังสือเล่มหนึ่ง
เป็นหนังสือที่รวบรวมเอาความมหัศจรรย์ของโลกเอาไว้
มีเรื่องสั้นๆ เกี่ยวกับผู้ชายคนหนึ่งที่พิการเหมือนผม แต่เขาพยายามวาดรูปโดยใช้ปาก”

เขาบอกว่า วินาทีนั้นเขาลองก้มลงคาบพู่กันแล้วพยายามขีดเส้นไปมาดู
แต่รู้สึกว่าต้องเกร็งและใช้พลังที่กล้ามเนื้อปากอย่างมหาศาล
คิดว่ายังไงก็ไม่มีทางทำได้เหมือนผู้ชายที่อยู่ในหนังสือเล่มนั้นแน่นอน

“รู้สึกท้ออย่างมาก แต่ก็นึกถึงแววตาของแม่แล้วทำให้ผมมีแรงอึดขึ้นมาทุกครั้ง
คืนนั้นทั้งคืนพยายามหาวิธีอยู่ว่าทำอย่างไรให้เอาปากคาบพู่กันวาดรูปให้ได้
กระทั่งลองเอาลิ้นดุนด้ามพู่กันให้ไปอยู่ในตำแหน่งตรงกับฟันกราม
แล้วลองพยักหน้าขึ้นลงเพื่อลากเส้น ปรากฏว่าใช้แรงน้อยลงมาก
ไม่ต้องเกร็งปากและขากรรไกรมากด้วย ลองฝึกไปฝึกมา
แล้วก็ดีใจว่า ถึงแขนและขาจะไม่มีแรง แต่ยังไงก็วาดรูปได้แน่นอน”

อาจารย์ทนงยิ้มอีกครั้ง ก่อนจะเล่าถึงวินาทีชีวิต
ที่ต้องฝ่าฟันอุปสรรคครั้งหนักหนาที่สุดในชีวิตให้ได้ด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนว่า
รุ่งขึ้นจากวันนั้นได้บอกกับทุกคนในบ้านว่า ถึงแม้แขนขาจะใช้การไม่ได้อีกต่อไป
แต่จะใช้ปากวาดรูปให้ได้ ตอนแรกทุกคนคิดว่าเขาผิดหวังท้อแท้กับชีวิตมากจนสติแตกไปแล้ว
แต่เมื่อเขาพยายามคาบดินสอมาลากเส้นไปมาพอเป็นรูปเป็นร่างให้ดู ก็อึ้งไปตามๆ กัน

“แม่ร้องไห้ เพราะดีใจที่ผมตัดสินใจที่จะสู้ หลังจากนั้นเขาหายไปพักหนึ่ง
แล้วกลับมาพร้อมกับไม้ไผ่เหลามาเกลี้ยงเกลา
แล้วเอาพู่กันผูก เป็นไม้ด้ามยาวๆ ให้ผมคาบ
เพื่อให้วาดรูปได้สะดวกขึ้น ผมลองเอาพู่กันที่แม่ประดิษฐ์ให้มาคาบไว้ในปากแล้ววาด
วาด วาด รสหวานจากไม้ไผ่สดๆ กำซาบสู่สิ้น
เหมือนรสความเป็นห่วงความรักที่แม่มีต่อผม
วินาทีนั้นผมคิดว่า ต่อให้อุปสรรคมากแค่ไหน เพื่อแม่ผมจะผ่านมันไปให้ได้”

แล้วทุกอย่างก็เป็นไปอย่างที่เขาตั้งใจ เพราะนับจากวันนั้น
เด็กชายทนงผู้ง่อยเปลี้ยเสียมือและขา
กลายเป็นจิตกรที่ใช้ปากวาดรูปที่ได้รับการยอมรับเพียงหนึ่งเดียวในประเทศไทย
แต่นั่นไม่ใช่สิ่งสำคัญเท่ากับการอุทิศตัวเพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้กับทุกผู้คน โดยเฉพาะคนพิการ

“ชีวิตตอนนี้ของผม มีแม่ มีน้องและหลานๆ คอยดูแล
พวกเราพยายามทำอะไรให้เป็นเวลา ทำพร้อมกัน เช่น กินข้าว
ถ้าวันนี้ไปไหนกับหลาน หลานกินคำ ผมกินคำ สลับกัน
พวกเราปรับตัวร่วมกันมานานพอสมควร
แต่อะไรที่ทำได้ หรือพอจะอดทนได้ไม่รบกวนกันมากเกินไป
ผมก็พยายามที่จะทนและทำเอง”

ชายหนุ่ม บอกว่า คนพิการหลายคนที่เขาไปพบ ช่วยเหลือตัวเองได้มากกว่าเขามาก
แต่คนเหล่านั้นขาดแรงใจ การพูดคุยของเขากับคนเหล่านั้นอาจจะช่วยได้ในระดับหนึ่ง
แต่เรื่องการดูแลกันเองของคนในครอบครัวสำคัญเหนือสิ่งอื่นใด

 

เขาเจอประสบการณ์นี้มากับตัวเอง เข้าใจมันดี
ก้าวสุดท้ายที่ขาย่างลงไปบนพื้นไม่ใช่จุดสิ้นสุดแห่งความก้าวหน้าของชีวิตเสมอไป
มันอาจจะเป็นจุดเริ่มต้นแห่งความก้าวหน้าในอนาคตก็ได้

ปล. ขอบคุณเรื่องราวแบ่งปันดีๆ จากคุณ สายลมที่ผ่านมา

การหยั่งรู้อนาคต – พุทธทำนายเรื่องโลกแตกจริงหรือไม่?

ขอขอบคุณข้อมูลจาก : นิตยสารออนไลน์ธรรมะใกล้ตัว  http://www.dlitemag.com

พุทธทำนายที่มากมายในปัจจุบัน แท้หรือเทียม?

การหยั่งรู้อนาคต

ชาวพุทธส่วนใหญ่   เมื่อร่ำเรียนภาคทฤษฎี  และรู้จักคำว่า “อนาคตังสญาณ”
หรือความสามารถในการหยั่งรู้อนาคต  ก็มักเข้าใจผิดกันว่า อย่างนี้คืออนาคตต้องถูกกำหนดไว้ตายตัวแล้ว
เช่น พระพุทธเจ้าหยั่งทราบว่าอนาคตจะเป็นอย่างไร ก็แปลว่าอนาคตต้องเกิดขึ้นแน่ๆไม่อาจเป็นอื่น

ความจริงแล้วญาณหยั่งรู้ทั้งหลายในแบบพุทธ ยืนพื้นอยู่บนเหตุผล
กล่าวคือเมื่อมีเหตุปัจจัยอย่างหนึ่ง ก็ย่อมเกิดผลลัพธ์สมกัน

ญาณหยั่งรู้อนาคตที่สมบูรณ์ตามหลักพุทธศาสนา จึงไม่ใช่เอาแต่นั่งเทียนเห็นนิมิต
ผู้ที่กล่าวอ้างได้เต็มปากว่ามีความสามารถหยั่งรู้อนาคต นอกจากจะมีอนาคตังสญาณแล้ว
จำต้องประกอบพร้อมด้วยญาณอีกสองชนิด  รวมเรียกว่าญาณ ๓ ได้แก่

๑) อตีตังสญาณ ญาณหยั่งรู้กรรมในอดีตของบุคคล อันเป็นรากของผลลัพธ์ในปัจจุบันของบุคคลนั้นๆ
คือทราบว่าเมื่อวาน วานซืน เดือนก่อน ปีก่อน หรือชาติก่อนใครไปทำอะไรที่ไหนเอาไว้ จึงมาเป็นอย่างนี้
และนอกจากเรื่องเกี่ยวกับบุคคลแล้ว ญาณนี้ยังครอบคลุมไปถึงเหตุการณ์ต่างๆในอดีตอีกด้วย

๒) ปัจจุปปันนังสญาณ ญาณหยั่งรู้เรื่องในปัจจุบัน  คือทราบว่ากำลังเกิดอะไรขึ้นกับบุคคลหนึ่งๆ
และเป็นการทราบได้โดยไม่จำเป็นต้องเจอหน้ากันเสียก่อน นอกจากเรื่องเกี่ยวกับบุคคลแล้ว
ญาณนี้ยังครอบคลุมไปถึงเหตุการณ์ต่างๆในปัจจุบันอีกด้วย

๓) อนาคตังสญาณ ญาณหยั่งรู้เรื่องราว ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตของบุคคลหนึ่งๆ
คือทราบว่าพรุ่งนี้ มะรืนนี้ เดือนหน้า ปีหน้า หรือชาติหน้า จะเกิดอะไรขึ้นกับบุคคลนั้นๆ
อันเป็นผลลัพธ์ของกรรมที่ทำไว้ในปัจจุบันหรืออดีต และนอกจากเรื่องเกี่ยวกับบุคคลแล้ว
ญาณนี้ยังครอบคลุมไปถึงเหตุการณ์ต่างๆในอนาคตอีกด้วย

สรุปคือญาณทั้งสามผูกกับเรื่องของกรรม  ตลอดจนเหตุผลทางธรรมชาติเช่นดินฟ้าอากาศ
สมนัยกับหลักสำคัญทางพุทธศาสนา  อันยืนพื้นอยู่บนความจริงที่ว่า
“สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม” และ “ธรรมทั้งปวงย่อมเกิดแต่เหตุ” คือไม่มีเรื่องบังเอิญ

ปัญหาคือบางคนนี่นะครับ
มีแต่อนาคตังสญาณ  แต่ขาดอตีตังสญาณ
แล้วก็ไม่รู้เรื่องกรรมวิบาก
เหมือนอย่างหมอดูระดับโลกบางคน
ก็มีสิทธิ์เชื่อได้ว่าเป็นบัญชาสวรรค์
หรืออีกนัยหนึ่งคือเชื่อว่าอนาคตเป็นพรหมลิขิต
ที่ตนเห็นก็เพราะเบื้องบนแสดงนิมิตให้ดูอะไรทำนองนั้น

อนาคตังสญาณนอกพุทธศาสนามีจริง  แต่อธิบายอะไรต่ออะไรไม่ได้จริง
จึงเหมือนเรื่องโคมลอยมากกว่า  และนำมาซึ่งความงมงายแก่ผู้เชื่อด้วย
เพราะต้องเอาแต่เชื่อโดยขาดเหตุขาดผล

รู้แต่ว่าต้องเชื่อ  ไม่รู้ว่าทำไมต้องเชื่อ!

แม้แต่พระพุทธเจ้า  ถ้าท่านจะทำนายอนาคต  ท่านไม่ตรัสห้วนๆว่าจะเกิดอะไรขึ้น
แต่ท่านจะตรัสเป็นเหตุเป็นผล  ในชั้นพระไตรปิฎกซึ่งเป็นบันทึกแรก
อันมีหลักฐานยืนยันมั่นคงที่สุดนั้น  ไม่เคยมีการทำนายแบบหมอดูนั่งเทียน
แล้วก็ไม่เคยมีการทำนายฝันให้ใครด้วย  ถ้ามีก็ปรากฏอยู่ในชั้นรองลงมา
หรือไม่ก็เกิดจากการตื่นข่าวร่ำลือกันไปเอง

ใครเป็นคนกุเรื่องก็ปล่อยให้เป็นบาปของเขาไป  พวกเราอย่าถือเอาโดยไม่พิจารณา
อันจะเป็นการกล่าวตู่พระพุทธองค์โดยไม่รู้ตัวต่อๆกัน  การกล่าวตู่นั้น พระผู้มีพระภาคให้นับหมด
ถ้าท่านไม่ได้พูด แต่กลับไปหาว่าท่านพูด  ไม่ว่าจะเป็นการกุเรื่องขึ้นเอง หรือจะเป็นการพูดตามคนอื่นก็แล้วแต่

ช่วงนี้กำลังลือกันหนาหู  บอกว่าแม้แต่พระพุทธเจ้าก็ยืนยันว่าเดี๋ยวโลกแตก
คือถ้าจะแตกจริง รบราฆ่าฟันเป็นสงครามโลกจริง
ก็ปล่อยให้เป็นไปตามนั้นเถิด  แต่อย่าเอาพระพุทธเจ้าไปเกี่ยวข้องด้วยเลย

ผมเคยเขียนเกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้  ในเตรียมเสบียงไว้เลี้ยงตัว  ขอนำมาลงให้อ่านที่ตรงนี้อีกครั้งนะครับ

ถาม – มีพุทธทำนายว่ากึ่งพุทธกาล (พ.ศ.๒๕๐๐) สัตว์โลกจะพบแต่ความยากลำบากทุกชาติทุกศาสนา ตามธรรมชาติอันหมุนเวียนของโลกที่หมุนไปใกล้ความแตกสลาย ยักษ์หินที่ถูกสาปเป็นเวลานานจะตื่นขึ้นมาอาละวาด พระธรรมจะเริ่มเปล่งแสงรัศมีฉายแสงส่องโลกอีกวาระหนึ่งก็ต่อเมื่อมีธรรมิกราชโพธิญาณบังเกิดขึ้น อยู่ในความอุปถัมภ์ของพระเถระผู้ทรงฤทธิ์ ทั้งสองพระองค์สถิต ณ เบื้องตะวันออกของมัชฌิมประเทศ จะเสด็จมาเสริมสร้างศาสนาของตถาคตให้รุ่งเรืองสืบไปถึงห้าพันปี คำทำนายนี้จะทำให้ผู้สดับได้ตั้งอยู่ในความไม่ประมาท ผู้ใดรู้แล้วไม่เชื่อนับว่าเป็นกรรมของสัตว์ที่ต้องสิ้นสุดไปตามกรรมชั่วของตน อยากทราบว่าคุณดังตฤณมีความเห็นอย่างไร พุทธทำนายนี้มีที่มาที่ไปอย่างไร เชื่อถือได้มากน้อยแค่ไหน?

เป็นเรื่องน่าช่วยจดจำกันครับ ว่าพระพุทธเจ้าจะทรงทำนายสิ่งใดๆก็ตาม ท่านต้องมีเหตุผลกำกับไปด้วยทุกครั้ง เช่นหากใครสงสัยว่าเมื่อใดพระอรหันต์จะหมดจากโลก ท่านจะไม่ระบุเวลา แต่จะชี้ให้เห็นเป็นเงื่อนไขว่าตราบใดยังมีภิกษุปฏิบัติธรรมตามที่พระองค์สอนสั่ง ตราบนั้นโลกจะไม่ว่างจากพระอรหันต์ หรือถ้าสงสัยว่าเมืองใดจะล่มสลาย พระองค์ก็จะตรัสเป็นเงื่อนไขว่าเมื่อใดเหล่าเจ้าผู้ครองนครเสียความสมัครสมานสามัคคี เมื่อนั้นเมืองจะถึงกาลพินาศ

เช่นกัน ตามพระไตรปิฎกซึ่งถือเป็นสมุดบันทึกอันเชื่อถือได้ของชาวพุทธนั้น จะเห็นว่ามิใช่พุทธลีลาที่จะทำนายอนาคตของศาสนาแบบฝากความหวังไว้กับใครคนใดคนหนึ่ง พระพุทธเจ้าทรงชี้ว่าถ้าพระองค์เสด็จดับขันธ์ปรินิพพานไป ศาสนาพุทธจะยังคงสืบทอดต่อได้อย่างมั่นคง เพราะพระองค์บัญญัติวินัยสงฆ์ไว้อย่างเป็นระเบียบดีแล้ว อีกทั้งพระองค์จัดตั้ง ‘บริษัทพุทธ’ ซึ่งมีผู้ร่วมดำเนินการอยู่ ๔ พวก ได้แก่ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก และอุบาสิกา (รวมกล่าวง่ายๆคือฝ่ายนักบวชและชาวบ้านหญิงชาย)

แม้ที่เลื่องลือกันมากว่าพระพุทธเจ้าเคยทำนายสุบินนิมิต (ความฝัน) ของพระราชาองค์หนึ่ง ก็ไม่ปรากฏหลักฐานอยู่ในพระไตรปิฎก แต่จะอยู่ในหลักฐานชั้นรองๆลงมา สรุปว่าเรื่องเกี่ยวกับพุทธทำนายอนาคตแบบไม่มีเหตุผลประกอบนั้น เป็นเรื่องสมควรฟังหูไว้หู จะกระเดียดไปทางไม่เชื่อไว้ก่อนก็ไม่ผิดบาปอะไร เพราะโดยพุทธลีลาแล้ว แม้พระองค์ท่านมีญาณหยั่งรู้อนาคตจริง ก็จะตรัสถึงอนาคตอย่างมีเหตุผล มีที่มาที่ไป ซึ่งคนฟังจะได้รับประโยชน์ และเมื่อจะเชื่อก็ได้ชื่อว่าเชื่ออย่างมีเหตุผล มิใช่เชื่ออย่างงมงายหาคำอธิบายยาก

กล่าวถึงคำทำนายที่คุณยกมาเป็นคำถามนี้ เท่าที่ทราบปรากฏขึ้นมาลอยๆหลังสงครามโลกครั้งที่ ๒ ครับ เขาถึงได้ทำนายถูกไงว่าจะเกิดสงครามใหญ่ จะเข้ายุคข้าวยากหมากแพง สำหรับที่มาของคำทำนายก็อ้างว่าได้มาจากเสาหินขนาดใหญ่ซึ่งเป็นศิลาจารึกของพระเจ้าอโศกผู้มีพระชนม์ประมาณสองร้อยปีหลังพุทธกาล

โปรดไถ่ถามกันดูเองเถิด มีใครเคยเห็นจารึกพุทธพยากรณ์ที่ว่านี้ด้วยตาตนเองหรือถ่ายรูปมาบ้าง และมีผู้เชี่ยวชาญภาษาโบราณท่านใดเป็นผู้แปลหรือให้การรับรองว่าแปลออกมาแล้วได้ใจความต่อเนื่องราบรื่นสละสลวยอย่างนี้

สำหรับเสาพระเจ้าอโศกนั้น ถ้าใครเคยไปอินเดียจะเห็นนะครับว่าข้อความบนเสาเลอะเลือน ขาดหาย ไม่มีความต่อเนื่องนัก อย่างไรคงถอดความไม่ได้ชัดเจนเหมือนพุทธทำนายปลอมที่เขียนขึ้นใหม่นี้หรอก

อีกประการหนึ่ง น่าสงสัยว่าพระเจ้าอโศกท่านไปคัดข้อความยาวๆแบบนี้มาจากไหน? เพราะแม้ในชั้นอรรถกถาซึ่งเป็นภาคขยายความพระไตรปิฎกก็ไม่มี

อีกข้อสังเกตหนึ่ง พระเจ้าอโศกท่านเป็นคนในยุค ๒๐๐ ปีหลังพุทธกาล คงไม่ใช่ธุระของท่านหรือคนสมัยนั้นที่จะไปสนใจเหตุการณ์อันจะเกิดขึ้นในอีกสองพันปีต่อมา และหากจะกล่าวว่าเป็นเหตุการณ์สำคัญ ก็ต้องกล่าวว่าเหตุการณ์สำคัญกว่านั้นมีอยู่ เช่นที่พุทธศาสนาถูกรุกรานจนสาบสูญไปจากประเทศต้นกำเนิด และกระจัดกระจายไปเจริญตามแหล่งอารยธรรมต่างๆทั่วโลก เป็นต้น

และที่จะลืมไม่ได้เป็นอันขาด คือองค์พระเจ้าอโศกเอง ท่านเป็นผู้อุปถัมภ์ศาสนาพุทธเจ้าใหญ่ที่สุด เพราะถ้าไม่มีท่านส่งคนไปเผยแผ่พระสัทธรรมนอกอินเดีย ป่านนี้พุทธศาสนาก็ล่มสลายหายสูญจากโลกนี้ไปแล้ว

ฉะนั้น ถ้าพระพุทธเจ้าจะทรงตรัสทำนายเพื่อเชิดชูบุคคลสำคัญของศาสนา ท่านก็น่าจะไม่ลืมตรัสถึงพระเจ้าอโศกเป็นแน่แท้ พระเจ้าอโศกอยู่ใกล้พุทธกาลเพียงสองร้อยปีเศษ แต่ ‘ธรรมิกราช’ ในพุทธทำนายปลอมอยู่ห่างมาถึงสองพันปี กลับได้รับการเชิดชูขึ้นมาเฉยๆ

สรุปคือเป็นพุทธทำนายปลอมร้อยเปอร์เซ็นต์ครับ ตัวคำทำนายจะจริงหรือไม่จริงขอให้ยกไว้ อย่างไรก็ไม่สมควรนำมาอ้างอิงกันอย่างเด็ดขาดว่านี่เป็นสิ่งที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ เป็นธรรมดาที่มนุษย์ทั้งหลายจะแสวงหาและปั้นแต่งฮีโร่ขึ้นมารับผิดชอบโลก แต่ความจริงก็คือพระพุทธเจ้าไม่สรรเสริญ ไม่สนับสนุน และไม่ยกใครขึ้นมาเชิดชูแล้วอนุญาตให้พวกเราฝากพระพุทธศาสนาไว้ในมือคนๆนั้น มีแต่จะทรงให้ร่วมมือร่วมใจกัน ช่วยกันสืบทอดและเผยแผ่ตามกำลังของแต่ละคน การเสาะหาฮีโร่เพียงคนเดียวมาเป็นศูนย์กลางของทุกสิ่งนั้น นอกจากจะทำให้แนวคิดร่วมมือร่วมใจลดลงแล้ว ยังเป็นการเปิดโอกาสให้มนุษย์เจ้าเล่ห์ทั้งหลายกุเรื่องขึ้นมาตามใจชอบอีกด้วย!

ดังตฤณ
กรกฎาคม ๕๒

โลกกำลังจะแตกหรือ?

ที่มา : นิตยสารธรรมใกล้ตัว

http://dhammatan.files.wordpress.com/2011/03/e0b899e0b989e0b8b3e0b897e0b988e0b8a7e0b8a1.jpeg?w=322&h=222

ผมรู้สึกเสียใจกับภัยพิบัติของชาวญี่ปุ่นไม่น้อยกว่าทุกคน
ขอไว้อาลัยด้วยการระลึกถึงบุญกุศลที่ทำมาเท่าที่จะนึกออก
และอธิษฐานให้ความสว่างแห่งบุญ
อันปรากฏในห้วงมโนทวาร จะมีประมาณใด
ขอเจาะจงอุทิศให้ผู้ล่วงลับทั้งหมดทั้งสิ้น

ความสะเทือนของแผ่นดินญี่ปุ่นครั้งนี้
นับเป็นความสะเทือนใจของคนทั่วโลกพร้อมกัน
อาจจะเป็นเพราะญี่ปุ่นเป็นหนึ่งในประเทศสำคัญที่ผู้คนรู้จักดี
มีนักท่องเที่ยวจากทั่วทุกสารทิศเคยผ่านไปเยือนมาแล้ว
หรืออาจจะเป็นเพราะภาพชวนสลดที่ถ่ายทอดสดไปทั่วโลก
เห็นว่าภัยจากน้ำและไฟล้างเมืองน่าสยดสยองเพียงใด
หรืออาจจะเป็นเพราะเพิ่งเกิดแผ่นดินไหวที่นิวซีแลนด์มาไม่นาน
ชวนให้หวั่นใจกันว่าครั้งหน้าจะเป็นที่ใดอีก

ห้วงแห่งการนึกถึงความเป็นไปได้ที่จะตาย
เข้ากันได้ดีกับการฝึกความเป็นพุทธ
เพราะพุทธเราสรรเสริญการเตรียมความพร้อมที่จะตาย
และติเตียนความประมาท นึกอยู่ว่าจะมีชีวิตเรื่อยๆร่ำไป

พุทธเราสรรเสริญจิตที่ผ่องแผ้ว
เพราะย่อมเป็นเหตุให้ตายสว่าง ขึ้นไปสู่สุคติ
คือมีมนุษยภูมิ เทวภูมิ และพรหมภูมิเป็นที่หวังได้
กับทั้งติเตียนจิตที่เศร้าหมอง
เพราะย่อมเป็นเหตุให้ตายมืด ไหลลงสู่ทุคติ
คือมีนรกภูมิ เดรัจฉานภูมิ และเปรตภูมิเป็นที่เหมาะสม

ชาวพุทธและศาสนิกชนในศาสนาต่างๆ
ที่มีศรัทธาเป็นหลักยึดเหนี่ยวจิตใจ
นับว่าได้เปรียบคนไร้ศาสนา
เพราะในเวลาเข้าด้ายเข้าเข็ม เจียนอยู่เจียนตาย
ย่อมเกิดความอบอุ่นใจ
สามารถระลึกถึงบุญกุศลที่ทำมา
หรือนึกถึงศาสดาอันเป็นที่ตั้งของศรัทธาเฉพาะตน
ได้ด้วยความมั่นคงแห่งใจ
ไม่ใช่นึกอะไรไม่ออก เคว้งคว้าง และหวาดกลัวท่าเดียว
คำว่า “แค่มั่นใจในตัวเองก็พอแล้ว” ที่ท่องมาทั้งชีวิต
ดูเหมือนเอาไปใช้ตอนใกล้ตายไม่ได้เลยสำหรับคนไร้ศาสนา

สรุปคือถ้ามีศรัทธาอันประกอบด้วยปัญญา
คุณไม่ต้องกลัวตาย ไม่ต้องหวาดผวาว่าภัยจะมาถึงตัวเมื่อไร
แต่หากขาดศรัทธา ก็ควรเร่งหาไว้ก่อนสาย

คราวนี้มาคุยกันเกี่ยวกับสิ่งที่อาจเกิดขึ้นเร็วๆนี้
เราคงได้ยินเสียงแห่งความตื่นภัยจากรอบด้านระงมดังขึ้นเรื่อยๆ
แต่น่าเสียดายที่ส่วนใหญ่เป็นการ “เมาท์” กันตามความเชื่อ
หรือไม่ก็เจอใบสั่งอุดปาก
ไม่ใช่พูดคุยกันตามข้อเท็จจริงตามที่ควรจะเป็น

ธรรมชาติของการเมาท์นะครับ
คนรู้ครึ่งๆกลางๆ กับคนไม่รู้อะไรเลย
จะพูดจาคล้ายๆกัน คือเชื่ออย่างไรก็พูดอย่างนั้น
หวังเอาอารมณ์ร่วมเป็นหลัก
ซึ่งถ้าเล่นกันแบบนี้ล่ะก็
อย่าว่าแต่เรื่องข้างหน้าที่ยังไม่เกิดขึ้นเลยครับ
ขนาดเรื่องที่เกิดขึ้นแล้ว
คนยังเอามาเป็นข้อถกเถียง
แสดงความเห็นหลากๆกันได้ไม่มีที่สิ้นสุด
เป็นเหตุปัจจัยหนึ่งของการบั่นทอนสติ
ไม่เป็นไปเพื่อความเจริญแห่งสติ

ตอนนี้คนในโลกมีอยู่สามพวก
พวกแรกยืนกรานกระต่ายขาเดียวไม่เชื่อเรื่องโลกแตก
แม้กระทั่งเกิดภัยพิบัติขึ้นถี่ๆที่โน่นที่นี่ในช่วงหลัง
แต่เมื่อยังมาไม่ถึงตัว
ก็จะยังคงย้ำคิดย้ำพูดอยู่ว่าไม่มีอะไรหรอก
ทุกอย่างจะเหมือนเดิม
กลุ่มนี้จะปฏิเสธทุกสิ่ง
เสียงแข็งว่าไม่ต้องเตรียมตัว ไม่ต้องเตรียมใจ
แถมไปด่าคนที่เขาอยากรับรู้ความจริงเพื่อเตรียมตัว
หาว่าโง่งมงายหรือเป็นกระต่ายตื่นตูม

พวกที่สองเชื่อเรื่องโลกแตกมากเกินไป
ไม่ว่าเกิดข่าวร้ายที่ไหน
ก็เอามาผสมกันจนกลายเป็นจินตนาการหลอนไปหมด
คล้ายทุกอย่างจะจบสิ้นในไม่กี่วันข้างหน้า
ไม่เป็นอันทำอะไร เตรียมตัวเตรียมใจไม่ถูก
เอาแต่หดหู่เศร้าหมองกัน
แม้ใครจะพยายามอธิบายว่าโลกจะยังไม่แตก
มีแต่การเปลี่ยนแปลงที่อาจไม่ร้ายแรงอย่างที่คิด
ก็จะปิดกั้น ไม่รับฟังใดๆทั้งสิ้น
ปักใจยึดอยู่กับความสิ้นหวังท่าเดียว

พวกสุดท้ายคือยอมรับว่าตัวเองรู้อะไรบ้าง ไม่รู้อะไรบ้าง
พวกนี้ยังแบ่งย่อยออกไปได้อีก
คืออยากศึกษาหาข้อเท็จจริงเพื่อเตรียมตัวเตรียมใจ
กับไม่ได้อยากค้นคว้าอะไรเพิ่มเติม
เพราะรู้สึกว่าตัวก็พร้อม ใจก็พร้อมจะเผชิญหน้ากับทุกสิ่งอยู่แล้ว

คนพวกสุดท้ายนี้ ถ้ามีความเป็นนักวิทยาศาสตร์เสียหน่อย
ไม่มีใจเอียงไปทางเชื่อสุดโต่งด้านใดด้านหนึ่งไว้ตั้งแต่อยู่ในมุ้ง
กับทั้งขยันค้นคว้าหาความจริงมานานพอ
ก็น่าจะเป็นประโยชน์ในการกลับมาบอกต่อแก่เพื่อนๆได้เป็นอย่างดี

เท่าที่ผมอ่านๆมาและเข้าข่ายดังกล่าว เอาแบบไกลตัวหน่อย
น่าจะได้แก่ชาวออสเตรเลียนามว่า โรเบิร์ต บาสต์ (Robert Bast)
ซึ่งทำตัวเหมือนเหมือนพวกเราสักคน
ที่สงสัยว่าข้อเท็จจริงเป็นอย่างไรกันแน่
แล้วใช้เวลานับสิบปีไปรวบรวมข้อมูลจากแหล่งต่างๆมาทั้งหมด
เพื่อให้ได้ข้อสรุปอย่างเป็นกลาง
ตัดเรื่องเหลวไหลทิ้ง เหลือไว้แต่เรื่องที่มีมูลมาให้อ่านกัน
แบบกระชับสั้น เอาแต่เนื้อๆ ไม่เอาน้ำ
ทุกบรรทัดให้ความกระจ่าง
คลายปมสงสัยที่มักเกิดขึ้นในใจคนที่ฟังทางโน้นทีทางนี้ทีจนสับสน
เขาเขียนเป็นหนังสือแจกฟรี
เป็นการเขียนแบบไม่ได้อวดตัวว่ารู้อนาคต
แต่ขณะเดียวกันก็แสดงให้เห็นว่ารู้ปัจจัยต่างๆในปัจจุบันมากพอ
ความยาวแค่ ๑๕ หน้า แต่เนื้อหาหลักโยงใยกับคำพยากรณ์ดังๆ
ตลอดจนข้อเท็จจริงอันเป็นวิทยาศาสตร์ไว้ครบ
เป็นฐานความรู้ที่เอาไปต่อยอดได้ทันที
ข้อสรุปที่ได้หลังจากอ่านหนังสือขนาดสั้นของเขา คือ
“ไม่มีใครรู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น และไม่มีการทำนายใดๆบอกไว้ชัดเจน
มีแต่ความประจวบกันของคำพยากรณ์ที่ลงตัวทางเวลา และต้องตีความ”
ดาวน์โหลดได้หลังจากให้อีเมลรับลิงก์ที่
http://survive2012.com/index.php/2012-facts-ebook.html

ถ้าคุณอยู่ในอารมณ์อยากร่วมกับกลุ่มที่เชื่อเรื่องมหาหายนะ
และคุยกันแบบทำนายอย่างเป็นวิทยาศาสตร์
เพื่อให้ได้ข้อสรุปหลังจากอ่านเนื้อหาทั้งหมด คือ
“หลักฐานจากพิบัติภัยทางธรรมชาติหลังๆ คือลางแห่งโลกาวินาศ”
เข้าไปอ่านได้อย่างจุใจที่
http://blog.2012pro.com/
หรือแบบเป็นวิทยาศาสตร์น้อยลงที่
http://www.december212012.com
(ข้อควรระวังคือบางกระทู้อาจเหน็บแนมพวกไม่เชื่อเรื่อง 2012
หาว่าดื้อด้าน ไม่ยอมลืมตาดูความจริงที่กำลังปรากฏต่อหน้าต่อตา)

ถ้าคุณอยู่ในอารมณ์อยากด่าพวกเชื่อเรื่องโลกแตก
ยืนพื้นความคิดอยู่ที่ว่า
“2012 คงเหมือนกับอดีตคำทำนายครั้งแล้วครั้งเล่าที่เป็นหมันหมด”
ไม่ว่าจะเป็นสงครามนิวเคลียร์ 1999
คอมพิวเตอร์รวน Y2K
ตลอดจนอุกาบาตชนโลก 2003 ฯลฯ
ก็เข้าไปอ่านเพื่อความสบายใจยิ่งขึ้นได้ที่
http://www.2012hoax.org/
(ข้อควรระวังคือเว็บนี้อาจมีเนื้อหาเอียงไปในทางกระทบกระเทียบ
ด่าทอคนเชื่อเรื่องโลกแตก 2012 ว่าหลอกง่าย โง่เง่าเต่าตุ่น)

ลิงก์ทั้งหมดที่ผมคัดมาข้างต้น ล้วนคุยกันอย่างเป็นเหตุเป็นผล
ไม่ใช่เอะอะจะเชื่อๆ แบบไม่ต้องมีข้อมูลอะไรมายันกัน
อย่างน้อยก็ดีกว่าเปิดสภากาแฟเมาท์กันแบบเลื่อนลอย

แต่ถ้าไม่อยากอ่านอะไรรุงรังแบบโลกๆ
อยากรู้สึกว่าได้เตรียมตัวแบบพุทธไว้พร้อมแล้ว
ขอแนะนำหนังสือ “เตรียมเสบียงไว้เลี้ยงตัว” ฉบับ อยู่สบาย ไปสบาย
ดาวน์โหลดอ่านได้ทั้งเล่มที่
http://dungtrin.com/prepare/LiveWellToDieWell.pdf

ส่วนจินตนาการเกี่ยวกับโลกก่อนและหลังการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่
ขอแนะนำนวนิยายเรื่อง “จิตจักรพรรดิ”
ตอนมาเฟียพลังจิต http://dungtrin.com/EmperorMind/Vol1.pdf
ตอนลายเซ็นจักรพรรดิ http://dungtrin.com/EmperorMind/Vol2.pdf
และตอนโลกาวินาศ http://dungtrin.com/EmperorMind/Vol3.pdf

แล้วคุณคงพบในที่สุดว่า
โลกภายนอกหวั่นไหวกัมปนาทขนาดไหน

จะมีผลน้อยมาก…
หากโลกภายในของเรามั่นคงสงัดเงียบดีพอแล้วครับ

 

http://www.graphics.com/modules/Gallery/albums/album258/Dec2012jpg.sized.jpg

โลกไม่ตามใจเรา

โลกไม่ตามใจเรา


เมื่อเราพอใจความเย็น
แต่โลกพอใจคายความผ่าวร้อน
ทางเดียวคือทำใจยอมรับ
และเตรียมกายสู้ไอร้อน

โลกไม่ตามใจเรา
เมื่อเราพอใจความอบอุ่น
แต่โลกพอใจกระจายความเหน็บหนาว
ทางเดียวคือทำใจยอมรับ
และเตรียมกายสู้ไอเย็น

โลกไม่ตามใจเรา
เมื่ออยากเห็นดอกไม้บาน
แต่ยังไม่ถึงเวลาบานของดอกไม้
สิ่งที่ทำได้คือรอคอย

โลกไม่ตามใจเรา
แม้ไม่อยากเห็นใบไม้ร่วง
แต่ถ้าถึงเวลาร่วงหล่นของใบไม้
สิ่งที่ทำได้คือมองดู

โลกไม่ตามใจเรา
แม้เราอยากเห็นแต่คนดี
ทว่าโลกมีแต่คนเลวให้ดู
เราก็ต้องดู
และรู้ว่าเราเป็นหนึ่งในนั้นไหม

โลกไม่ตามใจเรา
แม้เราอยากพบแต่คนมีเหตุผล
ทว่าโลกมีแต่คนเอาใจตนเป็นใหญ่
เราก็ต้องทน
และไม่หลงเอาแต่ใจตนตามเขา

โลกไม่ตามใจเรา
เราก็ไม่จำเป็นต้องตามใจโลก
ถ้าโลกร้ายเกินกว่าจะเอาตาม
ก็ต้องถามหาสิ่งที่ดีขึ้น
และถ้าอยากเห็นโลกดีขึ้น
ต้องไม่ใช่ด้วยการเฝ้าเรียกร้อง
แต่ต้องด้วยการลงมือทำเอง
ในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของโลก

โลกไม่ตามใจเรา
ถึงแม้อยากมีคนรัก
แต่โลกไม่เคยพาคนรักมาให้พบ
ก็ต้องคบกับเงาตัวเอง
บรรเลงเพลงแห่งความเงียบต่อไป
โดยไม่จำเป็นต้องเหงา

โลกไม่ตามใจเรา
แม้เมื่อพบคนรักแล้ว
แต่โลกพอใจให้แคล้วคลาด
อย่างเราจะทำอะไรได้
ก็ต้องเลือกระหว่างวางเฉย
กับลงนอนดิ้นทุรนปางตาย

โลกไม่ตามใจเรา
แม้เมื่อได้อยู่กับคนรักแล้ว
แต่โลกพอใจให้พรากจาก
เตรียมวันตายเอาไว้ไม่บอกกล่าว
แล้วเราจะไปฟ้องศาลไหน
เพื่อให้ทำโทษมัจจุราชได้

โลกไม่ตามใจเรา
แม้โลกให้ชีวิตมา
ก็ไม่ได้หมายความว่าชีวิตเป็นของเรา
ไม่มีชีวิตใดเป็นอมตะ
ไม่มีทางทำให้ชีวิตใดค้ำฟ้า
ทุกนาทีแห่งการมีชีวิต
คือการเขยิบใกล้ความไร้ชีวิตเข้าไปทุกที

โลกไม่ตามใจเรา
ถ้าโลกกำหนดให้การตายดับ
มิใช่เหมือนการดับเปลวเทียน
แต่เป็นการต่อเทียนเล่มใหม่
จะมีใครขัดขืน

โลกไม่ตามใจเรา
แต่โลกก็ไม่ไร้เหตุผล

ถ้าเราเข้าใจเหตุผล
ก็ได้ชื่อว่าเป็นผู้เข้าใจโลก

เมื่อใดเข้าใจโลก
เราจะเลิกอยากให้โลกตามใจเรา


ทำยังไงดี – คิดไม่ดีอยู่เรื่อย

http://dhammatan.files.wordpress.com/2011/01/baby-stress.jpg?w=183&h=192

ถ้าคุณเป็นคนหนึ่งที่กำลังทรมานใจอยู่กับความคิดสกปรก ความทรงจำแย่ๆ หรือความลับน่าอับอายเกินกว่าจะให้ใครรู้ว่าเราก็คิดอย่างนี้ได้ ขอให้ทราบเถิดว่าคุณไม่ได้โดดเดี่ยว ยังมีคนอีกทั้งโลกเป็นเพื่อน ที่สำคัญว่าคิดบ้าๆอยู่คนเดียวก็เพราะไม่ได้เปิดอกนั่งจับเข่าคุยกันเท่า นั้นแหละ ใครเล่าจะอยากขุดเอาความคิดเพี้ยนๆเลอะเทอะในหัวของตัวเองออกมาแฉให้คนอื่น ร่วมรับทราบไปด้วย

คลื่นความคิดที่กระทบใจแล้วรบกวนเราได้แรงๆนั้น ไม่จำเป็นต้องชั่วช้าสามานย์อะไรมาก แค่คำด่าบางคำที่ใครบางคนมาปล่อยเรี่ยราดตามเว็บบอร์ด โดยชี้นำให้คิดโยงคำด่านั้นไปหาคนที่คุณนับถือ ก็เพียงพอแล้วที่มันจะกลายเป็นอาถรรพณ์ ตามมาวนเวียนหลอกหลอนคุณ ยั่วยุให้คุณนึกถึงคำวิปริตนั้นวันละเป็นสิบเป็นร้อยรอบ คล้ายมีวิญญาณร้ายแฝงอยู่ในสมองของคุณก็ไม่ปาน

ลองมาหาคำตอบกันดูครับ ความเข้าใจถึงที่มาที่ไป ตลอดจนอุบายต่อไปนี้
อาจช่วยคุณให้พ้นทุกข์จากความคิดชนิดบาดใจได้ในเวลาไม่นานนัก

ความคิดไม่ดีมาอยู่ในหัวเราได้อย่างไร ? และที่ร้ายกว่านั้น
ทำไมมันถึงเกิดขึ้นบ่อยๆ ทั้งที่เราเกลียดความคิดแบบนั้นแทบดิ้นตาย?

คำตอบคือใจเราเป็นธรรมชาติอย่างหนึ่ง ที่เข้าไปติด เข้าไปข้อง
หรือเข้าไปยึดมั่นสิ่งที่รักแรงหรือเกลียดแรงได้อย่างเหนียวแน่น
และความยึดมั่นอย่างเหนียวแน่นนั้นเอง เป็นตัวการผลิตความคิดถึงสิ่งที่ยึดได้เรื่อยๆ

ขอให้นึกถึงบุคคลอัน เป็นที่รักยิ่ง คุณเห็นเขาหรือเธอปรากฏตัวก็อยากถลาเข้าไปกอดรัดให้เต็มอ้อมทันที
อาการอยากกอดรัดทางกายนั้นแหละ สะท้อนให้เห็นอาการยึดติดทางใจประมาณเดียวกัน

http://images.quickblogcast.com/2/9/7/3/2/132352-123792/stress_baby.jpg

ส่วนบุคคลอันเป็นที่ ชิงชังยิ่งสำหรับคุณ เมื่อใดปรากฏตัว คุณจะอยากเบือนหน้าเดินหนี  แต่เหมือนเขายังเป็นเงาติดตามคุณมาทุกฝีก้าวไม่ห่าง นั่นเพราะใจคุณไม่เคย “ทิ้ง” เขาเลย  หรือถ้าคุณเกลียดจัด แทนที่จะอยากเดินหนี คุณอาจอยากถลาเข้าไปเขย่าคอ ชกหน้า ตบตี  หรือทำร้ายร่างกายเขาเลยด้วยซ้ำ นี่ก็เป็นเครื่องแสดงอาการยึดของจิตอีกแบบ  เกลียดกันแล้วก็ยึดว่าต้องทำลายล้าง ต้องทำให้เจ็บปวดในทางใดทางหนึ่ง ปล่อยให้ลอยนวลสบายๆไม่ได้

เมื่อรักแรงแล้วคิดถึงบ่อยๆย่อมเป็นสุขสด ชื่น แต่หากเกลียดแรงแล้วคิดถึงบ่อยๆ ย่อมเป็นทุกข์ อึดอัด ไม่สบายใจ กระวนกระวาย หรือกระทั่งพาลพาโลเกลียดตนเองไปด้วย ค่าที่รู้สึกว่าความคิดคือเรา เราคือความคิด เมื่อความคิด “น่าเกลียด” ตัวเราก็ย่อมน่ารังเกียจไปด้วย

อาการที่สะท้อนความทรมานใจกับความคิด ในหัวแต่ละครั้งอาจแตกต่างกันไป ถ้าอาการน้อยหน่อยก็อาจแค่ขมวดคิ้วนิ่วหน้าอยู่กับตัวเอง แต่ถ้าอาการหนักหน่อยก็อาจทำท่าฟึดฟัดงุ่นง่าน จนคนอยู่ใกล้ต้องหันมาถามว่า “เป็นอะไร?” อย่างอดสงสัยไม่ได้

ยิ่งหากคุณรู้สึกว่าความคิดที่เสียดแทงหัวหูอยู่นั้น เป็นเรื่องน่าอับอายเกินกว่าจะปรึกษาใคร เรียกว่าไม่กล้าเปิดเผยกันตลอดชีวิต ก็ยิ่งย้ำติดและคิดหนัก เช่น คำหยาบที่โยงเข้ากับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ หรือความคิดทางเพศกับญาติเชื้อ แม้คุณจะปฏิเสธว่าไม่ได้คิด ไม่ได้ตั้งใจ ไม่ได้อยากอยู่ข้างเดียวกับความคิดพรรค์นั้น มันก็ยังคงวนเวียนเยี่ยมหน้ามาไม่เลิก ราวกับมีศัตรูตามราวีตนอยู่ในตัวเอง

หลาย คนต้องทรมานใจเป็นสิบๆปี เพียงเพราะไม่รู้ว่าจะเอาความคิดบัดสีบัดเถลิงหรือความคิดลบหลู่สิ่ง ศักดิ์สิทธิ์ออกไปจากหัวของตัวเองได้อย่างไร บ้างก็หาทางออกด้วยการเข้าหมู่เข้าพวกกับคนถ่อยไปเลย จะได้เห็นเป็นเรื่องธรรมดาให้รู้แล้วรู้รอด อันนี้นับเป็นทางออกที่มืดมนที่สุด และเป็นเครื่องชี้ให้เห็นว่าความคิดในหัวไม่ใช่แค่ลมแล้งเล็กน้อย ถ้าแกะไม่ออก ถอดไม่หมด ชีวิตก็อาจพลิกจากด้านสว่างเข้าสู่ด้านมืดโดยไม่รู้เนื้อรู้ตัว

ผมขอให้คุณๆมองอย่างนี้ครับว่า ยิ่งหาทางแก้ความคิดไม่ดี
ก็ยิ่งตอกย้ำให้กลุ้มว่าเราคือเจ้าของความคิดไม่ดี อย่าไปทำอย่างนั้นเลย
หาทางเป็นคนละข้างกับมันดีกว่า

วิธีการก็ไม่ได้ยุ่งยาก และสามารถทำได้จริง
คือ ในแต่ละครั้งที่ความคิดเลวร้ายมันผุดขึ้นในหัว
ให้ดูว่ามันมาเอง เราไม่ได้เชิญ!
ก็ถ้าเราไม่ได้พามันมา เราไม่ได้เป็นฝ่ายเชื้อเชิญมัน
แล้วทำไมมันจะต้องเป็นความรับผิดชอบของเราด้วย?

สิ่งใดเกิดขึ้นในหัวของเรา ไม่ได้หมายความว่ามันเป็นตัวเราหรือของเราเสมอไป ยกตัวอย่างเช่นถ้าคุณไปเก็บตกคำด่าที่สาดกระจายเรี่ยราดตามเว็บบอร์ด แล้วเอามานั่งกลุ้ม เพราะคำนั้นดันติดแน่นฝังหัว ผุดขึ้นในหัวของคุณบ่อย ทั้งๆที่คุณไม่อยากให้มีคำนั้นขึ้นมาในโลก อย่างนี้ให้ตั้งหลัก ตั้งสติ แล้วคิดย้อนศรง่ายๆว่าคำหยาบเป็นวจีทุจริตของคนอื่น เป็นการจงใจสื่อสารที่ชั่วร้ายของคนอื่น มันไม่ใช่คำของคุณมาแต่แรก คุณไม่ได้ชั่วร้ายอย่างเขา แต่คุณ “เคราะห์ร้าย” ที่รู้เท่าไม่ถึงการณ์ ไปเกิดความเกลียดคำๆนั้นเข้า จิตเลยเกิดอาการยึดคำนั้นไว้เต็มเหนี่ยวด้วยพลังมืดของความเกลียด ดังกล่าวไว้แล้วแต่ต้น

http://www.3daysleep.com/images/getting-baby-to-sleep-through-the-night.jpg

เมื่อยึดมากก็หวนกลับมาคิดมาก และยิ่งรู้สึกคล้ายเป็นเจ้าของความคิดเสียเองมากขึ้นทุกที การทึกทักหลงยึดว่าความคิดนั้นๆเป็นของคุณ เป็นตัวคุณนั่นแหละ ก่อความรู้สึกผิดขึ้นมา จนกระวนกระวายเสียสุขภาพจิตเปล่าๆ

พอพิจารณา อย่างละเอียดเท่านี้ คุณจะเริ่มโล่งใจ สบายใจขึ้น อย่างน้อยก็มีแก่ใจจะรับมือกับความคิดเลวร้ายอย่างถูกต้อง นั่นคือ ไม่ไปให้ “อาหาร” หล่อเลี้ยงมันด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ซ้ำซ้อน ทั้งในทางคล้อยตามมันไป และในทางต่อต้านปฏิเสธจะไม่ยอมให้มันมา

ทำไม จึงไม่ควรต่อต้าน? อย่างที่ผมกล่าวแล้วว่ายิ่งเกลียดแปลว่ายิ่งยึด ส่วนการต่อต้านก็คือยิ่งตอกย้ำความเกลียดเข้าไปใหญ่ แล้วเมื่อไรใจจะเลิกยึดได้เล่า?

ท่าทีที่ถูกต้องคืออย่างไร? ประการแรกคุณต้องยอมรับตามจริงโดยดุษณีว่าความคิดเลวร้ายมันเกิดขึ้นในหัว ของคุณ และนอกจากจะเห็นมันมาเองโดยคุณไม่ได้เชิญแล้ว ยังต้องเห็นว่ามันไปเองได้โดยไม่ต้องขับไล่อีกด้วย ขอแค่ใจเย็น เฝ้าดู และไม่แคร์ว่าจะต้องดูกี่ร้อยกี่พันรอบก็ตาม

พอคุณเฉยๆในอาการยอมรับ ว่ามันมาเองและไปเอง ขณะนั้นจิตของคุณจะประกอบด้วยสติ รับตามจริง รู้ตามจริง ไม่หลอกตัวเอง บ่อยครั้งเข้าในที่สุดจะได้ข้อสรุปเป็นความสบายใจอย่างมีสติรู้ ว่ามันไม่ใช่เรา เราไม่เห็นจะต้องไปให้ความร่วมมือหรือต่อต้านมันเลยแม้แต่นิดเดียว

ผลพลอยได้ที่ตามมาคือคุณจะไม่ใช่พวกรักแรงเกินไป เกลียดแรงเกินไป คือรักได้และเกลียดได้นะครับ แต่ไม่เกินขีด ไม่แปรความรักและความเกลียดมาเป็นความยึดแน่นให้เป็นทุกข์เปล่า

ดังตฤณ
จากบทความ “ทำยังไงดี”
นิตยสาร Miracle of Life ฉบับ เดือนพฤษภาคม ๕๓

ที่มา : ธรรมะใกล้ตัว – จากใจ บ.ก. ใกล้ตัว – ฉบับที่ ๙๕

เรื่องจริงของพ่อ…จากพระพยอม‏

http://www.toxicfreenc.org/images/father_with_baby.jpg

พระพยอม กัลยาโณ

“เคยทำอะไรให้พ่อเสียใจบ้างหรือเปล่า?”

อาตมามีเรื่องหนึ่งจะเล่าให้ฟัง …
โยมพ่อของอาตมาเป็นคนขี้เหล้า…
หาเงินมาได้เท่าไหร่ก็กินเหล้าหมด
พอเมาก็ดุด่าโยมแม่กับอาตมา
อาตมาไม่ชอบพ่อมาก…….

วันหนึ่ง โยมพ่อเมากลับบ้านไม่ได้
มีคนให้อาตมาพายเรือไปรับ
ตอนนั้นอาตมายังเป็นวัยรุ่น
ทำงานมาทั้งวันก็อยากจะนอน….
อยากพักผ่อน….

อาตมารู้สึกโมโหมาก …

พอพายเรือกลับบ้าน ก็ทิ้งโยมพ่อไว้ในเรือ
แต่พ่อเมามากลุกไม่ไหว ตะโกนเรียก….

“ ไอ้ยอม… ไอ้ยอม…
มึงมาอุ้มกูขึ้นบ้านหน่อย…กูขึ้นไม่ไหว ”

ไอ้เราก็ทนรำคาญไม่ไหว เดินกระทืบเท้า
ตึง.. ตึง.. ตึง.. กระชากร่างพ่ออุ้ม!
ในขณะที่อุ้ม..
ความรู้สึกเจ็บแค้นที่พ่อทำให้เราลำบาก
ชอบด่าว่าเราเจ็บๆ
พออุ้มพ่อขึ้นมาจากเรือ… ถึงหัวสะพาน
จับร่างพ่อกระแทกกับหัวสะพาน ก้นพ่อกระแทกกับ
พื้นไม้อย่างแรง เสียงดังโครม….

พ่อแกร้องไห้…. แล้วพูดว่า

“ ไอ้ยอมนะ… ไอ้ยอม.. กูอุ้มมึงมาแต่เล็กแต่น้อย….
กูนอนหลับ.. แต่มึงไม่ยอมนอน… ร้องไห้กวน..
กูต้องลุกมาอุ้มมึง…ร้องเพลงกล่อมให้มึงนอน

จะไปไหนมึงเดินไม่ไหว.. มึงเหนื่อย.. กูก็ต้องอุ้มมึง..
ทั้งที่กูก็เหนื่อย

กูอุ้มมึง.. มึงทั้งขี้..ทั้งเยี่ยว.. ใส่กู
แต่กูไม่เคยทุ่มมึงลงกับพื้นเลย….
เพราะกูรักมึง……

วันนี้… มึงอุ้มกู เหล้ากูไม่ได้หกโดนมึงสักนิด
มึงทุ่มกูลงพื้นทำไม…..”

พอพ่อพูดจบ….
น้ำตาไม่รู้มาจากไหน มันไหลพรูลงมาอาบสองแก้ม
อาตมาเจ็บปวดหัวใจเหลือเกิน
ก้มลงกราบพ่อ แล้วพูดว่า

“พ่อครับ ต่อจากนี้ไป… ผมจะอุ้มพ่อตลอดชีวิต
โดยไม่บ่นและทุ่มพ่อ ลงพื้นอีกแล้วละครับ ”

หลังจากนั้น อาตมาทำงานอย่างหนักเพื่อมาให้พ่อ
หวังให้พ่อสบายขึ้น

แต่เมื่อถึงวันนั้น มันก็สายไปแล้ว
โยมพ่อได้จากอาตมาไปแล้ว
คิดแล้วมันทรมานใจเหลือเกิน อาตมาทำผิดพลาดไปแล้ว
และแก้ไขไม่ได้
จึงอยากเตือนทุกคนเอาไว้ ไม่อยากให้เสียใจไปตลอดชีวิต
แล้วคุณล่ะ เคยทำอะไรให้พ่อเสียใจบ้างหรือเปล่า

บางครั้งเราอาจเข้าใจท่านผิด
บางครั้งท่านเฉยเราก็คิดว่าท่านไม่สนใจ

แต่พอเราโตเราก็จะรู้เองว่า
สิ่งที่ท่านทํากับเรามันเป็นสิ่งที่ท่านหวังดีกับเราเสมอ

…ขอให้รู้จักค้นหาหัวใจตัวเองให้ทันเวลา
ก่อนที่ทุกอย่างมันจะสายเกินไป…..

สิ่งธรรมดานั่นแหละ คือสิ่งที่พิเศษ…

ท่าน ติช นัท ฮันท์ พูดเรื่องนี้ไว้ดีมากในหนังสือ”ขอบคุณสรรพสิ่ง”

 

“ปาฏิหารย์ไม่ใช่การเดินบนน้ำ หรือบินอยู่บนอากาศ
แต่ปาฏิหารย์คือการเดินอยู่บนผืนดินและมีความสุขในทุกย่างก้าว”

ชีวิตเราเต็มไปด้วยเรื่อง “ธรรมดา” เช่น
ตื่นมาอาบน้ำ แปรงฟัน ขับรถไปทำงาน
กินอาหารเที่ยงกับเพื่อนในที่เดิม ๆ
ตอนเย็นกลับมาก็เห็นหน้าภรรยาหรือสามีคนเดิม ๆ
ใส่ชุดธรรมดา ๆ …หน้าตาเราหรือก็ธรรมดา ๆ …
เราส่วนใหญ่แล้วก็เป็นคนธรรมดา ๆ
มีชีวิตธรรมดา ๆ กันทั้งนั้น

แต่ถ้าความ “ธรรมดา” นี้หมดไปล่ะ !

เช่น อยู่ดี ๆ ลูกเราเกิดเป็นมะเร็งเม็ดเลือดขาว
หรือสามีเราถูกรถชนตายหรือเราถูกไล่ออกจากงานที่เราเบื่อแสนเบื่อ

เรื่องก็จะ “ไม่ธรรมดา” ไปในทันที

และในเวลานั้นเอง
เราจะหวนมาคิดเสียดายความ “ธรรมดา” จนใจแทบจะขาด…
ให้เรารีบชื่นชมกับความ”ธรรมดา” ที่เรามี
และใช้ชีวิตประหนึ่งว่า

….สิ่งนั้นคือสิ่งมหัศจรรย์ของจักรวาล ….

เพราะสิ่งธรรมดาๆ
แท้จริงแล้วคือ สิ่งที่พิเศษที่สุดแล้ว!

คุ๊กกี้..กับสิ่งสำคัญ ๔ ประการ

ใบลาออกจากความทุกข์

ใบลาออกจากความทุกข์

ไม่สำคัญว่า . . . มีทรัพย์มากหรือน้อย
แต่สิ่งสำคัญ คือ . . . ต้องใช้ให้น้อยต่างหาก . . .
. . . ชีวิตจึงจะมีเหลือมากกว่าขาด . . .

คนจนยิ่งจน . . . เพราะทำรวย . . .
คนรวยยิ่งรวย . . . เพราะทำจน . . .
. . . ทำตัวให้เป็นปกติ . . . ใช้จ่ายในสิ่งที่จำเป็น . . .
. . . ชีวิตก็จะเป็นปกติ . . .

. . . ไม่ยินดีในสิ่งที่ตนได้ . . .
. . . ไม่พอใจในสิ่งที่ตนมี . . .
. . . เป็นคนอาภัพอับโชคที่สุดในโลก . . .

. . . ยินดีในสิ่งที่ตนได้ . . .
. . . พอใจในสิ่งที่ตนมี . . .
. . . เป็นคนโชคดีที่สุดในโลก . . .

อดทนได้ . . . จงอดทน
อดใจได้ . . . จงอดใจ
. . . ไม่อดทน ไม่อดใจ . . . เรื่องเล็กจักกลายเป็นเรื่องใหญ่

คนที่มีความสุข มิใช่คนที่มีมากที่สุด
. . . แต่เป็นคนที่ต้องการน้อยที่สุด . . .
ยิ่งมีความต้องการน้อยลง
. . . สมบัติที่มีอยู่เดิม . . . ก็ดูเหมือนมีมากขึ้น . . .

ความสุขหรือความทุกข์ของชีวิต
บางครั้งเหมือนการมองผ่านกระจก

. . . หากกระจกใสสะอาด . . . เมื่อมองสิ่งใดย่อมมีแต่ความสุข
. . . ปราศจากความขุ่นมัว . . . หากกระจกขุ่นมัว

เมื่อมองสิ่งใด . . . แม้เป็นสิ่งเดียวกัน . . . ก็มีแต่ความทุกข์ใจ
จงจำไว้ว่า . . . ความสุขอยู่ไม่ไกล
เพียงเช็ดกระจกให้ใส
เช็ดใจให้สะอาดเท่านั้นเอง

ทุกข์อยู่ที่ใจ . . . ทุกข์ของใครก็ของมัน . . .
ทุกข์อยู่ที่ใจ . . . ใครจะเก็บไว้ก็ช่างมัน . . .
สุขอยู่ที่ใจ . . . ฉันเก็บมันไว้ทุกวัน . . .
สุขอยู่ที่ใจ . . . ฉันจะให้กันและกัน . .

บ้านที่มีเทวดา

บ้านที่มีเทวดา

http://www.oknation.net/blog/home/blog_data/739/4739/images/mama/b00197.jpg

พระพุทธพจนวราภรณ์ (หลวงปู่จันทร์ กุสโล)
วัดเจดีย์หลวงวรวิหาร อ.เมือง จ.เชียงใหม่


พระพุทธองค์ตรัสว่า
ภิกษุทั้งหลาย ตระกูลใด พวกบุตรบูชามารดาบิดา
ภายในเรือนของตระกูลนั้น ชื่อว่ามีพรหม

ภิกษุทั้งหลาย ตระกูลใด พวกบุตรบูชามารดาบิดา
ภายในเรือนของตระกูลนั้น ชื่อว่ามีบุรพาจารย์

ภิกษุทั้งหลาย ตระกูลใด พวกบุตรบูชามารดาบิดา
ภายในเรือนของตระกูลนั้น ชื่อว่ามีบุรพเทวดา

ภิกษุทั้งหลาย ตระกูลใด พวกบุตรบูชามารดาบิดา
ภายในเรือนของตระกูลนั้น ชื่อว่ามีอาหุเนยยบุคคล

ภิกษุทั้งหลาย คำว่าพรหมก็ดี บุรพาจารย์ก็ดี บุรพเทวดาก็ดี อาหุเนยยบุคคลก็ดี
นั้นเป็นชื่อของมารดาบิดาทั้งหลาย

เพราะเหตุไรภิกษุทั้งหลาย?
เพราะเหตุว่ามารดาบิดาเป็นผู้มีอุปการะมาก เป็นผู้ให้ชีวิต เป็นผู้เลี้ยงดู เป็นผู้แสดงโลกนี้

ตามพุทธโอวาทที่ยกมานี้
แสดงให้เห็นความสำคัญของมารดาบิดาว่า มีอยู่แค่ไหนอย่างไร
แต่เพราะความเป็นอยู่ระหว่างบุตรธิดาและมารดาบิดา
ใกล้ชิดติดต่อคลุกคลีกันอยู่ทุกเช้าเข้านอน เลยกลายเป็นความเคยชิน
ทำให้บุตรธิดามองข้ามความสำคัญของมารดาบิดาไปหมด
ความวิสาสะคุ้นเคยมีทั้งคุณและโทษ
ถ้าความสนิทคุ้นเคยเป็นไปพอเหมาะพอควร
ท่านแสดงว่า ทำคนที่ไม่เป็นญาติให้เหมือนญาติ
แต่ถ้าความสนิทคุ้นเคยเป็นไปเกินประมาณ เป็นเหตุให้เกิดความชะล่าใจ
ท่านแสดงโทษว่าเป็นที่มาแห่งภัย
เช่นเดียวกับบุตรธิดาที่ไม่รู้จักความสำคัญของพ่อแม่
หรือรู้แล้วแต่ไม่ได้ทำตามที่รู้ ทำให้เสื่อมจากคุณงามความดี
และก่อทุกข์โทษเวรภัยแก่ตัวเองโดยไม่รู้ตัว

ฉะนั้น ถ้าหากโลกนี้จะปราศจากศาสนา ไม่มีพระผู้เป็นเจ้า
ก็หาใช่ว่าจะขาดสิ่งที่ควรเคารพ หรือบุคคลที่ควรแก่การบูชาไม่
ความดีของมารดาบิดาคือศาสนาของโลก
โลกนี้มีพระผู้เป็นเจ้าผู้ควรแก่การบูชาตลอดกาล
ผู้นั้นคือมารดาบิดา
บ้านหนึ่ง ตระกูลหนึ่ง ย่อมมีมารดาบิดาเป็นหัวหน้า
เป็นผู้แนะนำพร่ำสอน เป็นผู้รับผิดชอบกิจการนั้น ๆ
จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่บุตรธิดาจะเชิดชูบูชาไว้ในที่สูง
เชื่อถ้อย ฟังคำ ปฏิบัติตามคำแนะนำพร่ำสอนของท่าน

—————————————————————–
คัดจากพระธรรมเทศนา ในหนังสือรวมธรรมเทศนา ๑๐๘ กัณฑ์
จัดพิมพ์โดย ชมรมพุทธศาสตร์ เอสโซ่ ฉบับพิมพ์ครั้งที่ ๒ ธันวาคม ๒๕๒๖

http://www.bloggang.com/data/kriechenbauer/picture/1181203299.jpg

« เรื่องที่เก่ากว่า

Follow

Get every new post delivered to your Inbox.